[Denunci]Chapter 30-II

posted on 30 Jun 2009 22:33 by sarail  in Fiction

 

 

 

 

 

 

 

It’s the last time.

Then, I’ll tell you a secret.

 

 

“แก...!?

 

มือแกร่งยกขึ้นจากพื้นได้เล็กน้อยก็ถูกดาบคมตรึงฝ่ามือขวาไว้ โลหิตสีเข้มไหลเจิ่งนองพื้นหินอ่อน เป็นทางยาวราวบ่อโลหิต เหมือนครั้งหนึ่งที่คนตรงหน้าเคยทำกับตนเพียงแต่เปลี่ยนพื้นเย็นเยียบเป็นเตียงกว้างสีขาว ครั้งนั้นแซนซัสทำไปด้วยความโกรธา เพียงแต่ครั้งนี้ที่ดูราวกับว่าฉลามหนุ่มเป็นฝ่ายเอาคืนนั้นต่างกันนัก!

 

"ดูเหมือนคุณจะมั่นใจมากเลยนะว่าเขาไม่มีวันทำร้ายคุณน่ะ" ผู้เหนือกว่าหัวเราะเบาๆ ก่อนจะก้มลงเก็บปืนกระบอกที่กระเด็นมาหยุดตรงหน้าตน

 

สควอลโล่ นักดาบหนุ่มที่ใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียว ไม่เคยเชื่อใจใคร ก้าวผ่านศพศัตรูคู่อาฆาตมากมายจนได้ตำแหน่งหัวหน้าแห่งวาเรีย กลับมาเสียมันไปง่ายๆให้กับชายหนุ่มไม่รู้หัวนอนปลายเท้าที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกชายของวองโกเล่รุ่นที่เก้า แม้จะเป็นเรื่องที่ทราบในภายหลังว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้สืบสายเลือดที่แท้จริง ทว่า...

 

ใครเล่าจะไม่แค้นเคือง เมื่อผู้นำที่ตนเฝ้าติดตามเป็นได้แค่ไอ้ขี้แพ้คนหนึ่ง? คนที่ไม่ยอมรับกระทั่งความปราชัยของตนเอง? คนที่ไม่เคยแม้แต่จะเหลือบหางตาแลลูกน้องในโอวาทที่ภักดียิ่งชีวิต คนเยี่ยงนี้หรือ...

 

"ไม่ถูกใจผมนิดหน่อย"

 

ผู้ชายคนนี้น่ะเหรอที่คุณเลือก?...ฉลามคลั่ง...

 

มืออีกข้างของร่างสูงถูกกดไว้เช่นเดียวกัน รอยยิ้มกวนประสาทของคนที่ยืนมองอย่างไม่รู้สึกรู้สา องค์ประกอบทุกอย่างรวมกันเป็นบทสรุปที่ว่าตนกำลังจะแพ้คนของตัวเองเพราะแผนสกปรก แต่คนอย่างแซนซัสน่ะหรือ? คนที่หยิ่งในศักดิ์ศรียิ่งกว่าชีวิตมีหรือจะยอมโดยดุษฎี

 

ขายาวก้าวมาหยุดใกล้ๆศีรษะที่วางนิ่งอยู่กับพื้น ไม่อาจเชิดหน้าด้วยความยโสได้เช่นเคย ใบหน้าคมโน้มลงเล็กน้อยจากเหนือหัวราวพยายามมองหน้าให้ชัด ก่อนริมฝีปากหยักจะขยับรอยยิ้ม

 

โง่เง่าจริง

 

"คุณไม่พกอาวุธอื่นนอกจากปืนคู่ใจ เพราะคุณไม่คิดว่าจะมีวันที่มันหลุดจากมือ... แล้วยังหลงตัวเองว่าต่อให้ไม่มีอาวุธก็ชนะได้ ถ้าให้คะแนนเรื่องความระมัดระวังล่ะก็ คุณติดลบมากๆเลยนะครับแซนซัส"

 

"หรือเพราะความคิดเรื่องการดูแลตัวเองของคุณมันไปลงที่ฉลามคลั่งหมดแล้วล่ะ?"

           

 ริมฝีปากคมเหยียดยิ้ม แม้อยู่ในสถานการณ์ที่ตนเสียเปรียบเช่นนี้ ความประหลาดใจยังติดๆดับๆอยู่ในความคิด บางทีแซนซัสอาจจะลืมนึกไปว่าสควอลโล่เคยเป็นถึงว่าที่หัวหน้าวาเรีย ไม่ใช่ลูกกระจ๊อกธรรมดาที่จะโขกสับอย่างไรก็ได้ เพียงแต่เพราะฉลามหนุ่มยอมอ่อนลงให้เขาเสมอ เรื่องทั้งหมดที่ผ่านมาถึงได้ทำให้แซนซัสทั้งประเมินนักฆ่าจากห้วงทะเลลึกคนนี้ไว้สูงค่า ขณะเดียวกันก็ปฏิบัติราวไม่เห็นค่าต่อหน้าคนอื่นด้วยเช่นเดียวกัน

 

เพราะจะให้ใครอื่นรู้ไม่ได้ว่าเป็นคนสำคัญ หรือความจริงที่ว่าเขา เห็นค่าอีกฝ่ายมากกว่าการกระทำของตนมากแค่ไหน

 

สควอลโล่รู้เรื่องที่ว่าตนเป็นที่ระบายที่เหลือเพียงไม่กี่แห่งของแซนซัส พิรุณเลือดที่แม้จะยอมตาม แต่ก็ไม่เคยสูญเสียความเป็นตนเอง ถึงได้เป็นที่พักใจของใครบางคนอยู่เสมอ ถึงกระนั้น จนป่านนี้ฉลามคลั่งก็ยังไม่เคยได้รับรู้ความรู้สึกของร่างสูงจริงๆเลยสักที

 

"ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆเลย" มิคาเอลย่อตัวลงก้มหน้าให้ใกล้มากกว่าเดิม นัยน์ตาคมกริบอย่างผู้สร้างช่างสังเกตกวาดสายตาบนใบหน้าคมสันของอีกฝ่ายราวกับประเมินค่า

 

"ผู้ชายอย่างคุณนี่มีอะไรดีนะ..."

 

แกร็ก!

 

กระบอกโลหะสีเงินถูกจ่อตรงกับศีรษะคนปากดี

 

!!!!???

 

"ชาตินี้อย่าหวังว่าจะรู้เลย"

 

รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมระบายบนสีหน้า  เพียงชั่วเสี้ยววินาที แซนซัสสะบัดมือที่ถูกสควอลโล่จับไว้มาดึงดาบที่ตรึงอีกมือออก มือที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดคว้าปืนที่อีกฝ่ายใส่ไว้ในอกเสื้อขึ้นมาจ่อหน้าผากอีกฝ่ายทันที

 

ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!?

 

ร่างโปร่งหยุดหายใจในชั่วพริบตา ก่อนจะตระหนักได้ว่าถ้าตนไม่มาเยาะเย้ยระยะประชิดแบบนี้ยังไงก็ไม่มีทางที่แซนซัสจะลงมือได้ แต่อาจเพราะอีกฝ่ายเป็นนักฆ่าหาใช่ฝ่ายทำงานนั่งโต๊ะเช่นตน จึ่งมิเจนจัดในการสงครามหรือมีประสบการณ์ภาคสนามเทียบเท่า

 

นัยน์ตาสีโลหิตเล็งเป้าหมายที่ศีรษะอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ

 

"ลาขาดล่ะไอ้สวะ"

 

ตูม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

!?

 

ร่างโปร่งหันหน้าไปเบื้องหลัง ทว่าไม่มีสิ่งใดนอกจากกลีบดอกไม้ขาวที่ปลิวว่อน ขณะที่คนตรงหน้าซึ่งนั่งพับเพียบเรียบร้อยคุยกับเขาทำเพียงแค่เลิกคิ้ว

 

"มีอะไรเหรอคะ?"

 

"เหมือนได้ยินเสียงอะไร..." สควอลโล่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะส่ายศีรษะเบาๆ "แต่ไม่น่าใช่...ในที่แบบนี้..."

 

"ดูคุณไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลยนะคะ" เอลด้ายิ้มหวานพลางปัดให้กลีบดอกไม้ซึ่งปลิวมาติดฉลามหนุ่มหลุดออก นัยน์ตาสีฟ้าใสดูแปลกตาไปเมื่อเห็นมันได้ชัดโดยไม่ใช่ตัวตนอีกด้านหนึ่งของเธอ

 

"... ฉันไม่มีอะไรจะต้องเสียแล้วนี่"

 

"มีสิคะ"

 

"หือ?"

 

"เหตุผลที่ทำให้คุณยังอยู่ที่นี่" ร่างบางเอ่ย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเสียเฉย "คุณดูแลแหวนที่ฉันให้ไว้ดีรึเปล่าคะ?"

 

สควอลโล่นิ่งไป

 

...แหวน...แหวนอะไร...

 

"ลืมซะสนิทเลยเหรอคะ?"

 

ฉันเป็นของนายนะแซนซัส...

 

            แหวนสลักสีเงินสว่างที่ถูกยัดเยียดมาโดยไม่ได้ตั้งใจ จะถอดก็ถอดไม่ออก...แต่ในคราวนั้น เมื่อตนลืมตาขึ้นมาอีกหลังจากที่เรือนผมแห่งสัตย์สาบานนั้นถูกตัดไป นิ้วเรียวกลับว่างเปล่า...

 

            ฉลามคลั่งคิดว่าตนอาจทำหลุดไปที่ไหนซักที่ในห้องแห่งความทรงจำมากมายนั้น แต่แม้จะเพียรหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอแม้แต่เงา

 

            ฉัน...

 

            ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ มันแค่กลับมาอยู่ในที่ของมันก็เท่านั้น...

 

หญิงสาวหัวเราะเบาๆ พลางยกมือเรียวขึ้นมา นิ้วนางข้างขวาที่ควรจะว่างเปล่า กลับมีสีเงินของโลหะเกลี้ยงเกลาร้อยรึงอยู่

 

มันเป็นของสำคัญ...ที่จะคอยคุ้มครองดูแลคุณ...

 

"มาได้ยังไงเนี่ย.."สควอลโล่พึมพำ แต่ก็คิดขึ้นได้ว่าในที่นี้...อะไรๆก็ดูจะเป็นไปได้เสียทุกอย่าง

 

"แหวนวงนี้...ความจริงแล้วเป็นแหวนหมั้นของฉัน..กับท่านแซนซัส" ร่างบางยิ้ม "ซึ่ง..ฝ่ายเขาก็ดูเหมือนจะให้คุณมาแล้วเหมือนกัน ตลกดีนะคะ"

 

"ตอนนั้น...ที่เจ้าเลวี่มันจะฆ่าฉัน ...ไฟนั่น...เป็นของเธองั้นเหรอ?" ร่างโปร่งถามอย่างไม่แน่ใจ เปลวเพลิงสีน้ำเงินที่ปกป้อง ไม่รุ่มร้อนทว่าเบาบาง ถึงกระนั้นก็เรียกได้ว่าเพื่อปกป้องสิ่งสำคัญ

 

สิ่งสำคัญ...

 

"ค่ะ... แต่ จริงๆแล้วก็ใช้ได้แค่ครั้งเดียว" ใบหน้าสวยสลดลงเล็กน้อย "ฉัน...ขอแค่คุณยังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว..."

 

"ไม่นับรวมเจ้านั่นด้วยรึไง?" เสียงทุ้มเอ่ยพาดพิงไปถึงใครบางคน

 

"...เรื่องนั้นเป็นอีกเหตุผลนึง...ที่ทำให้คุณยังอยู่ที่นี่..."

 

"หืม?"

 

"...ฉันมีเรื่องจะขอร้อง..."

รอยยิ้มหวานบางเบาลงไป พร้อมกับคำวอนขอในสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้

 

สายลมพัดผ่านในห้วงคำนึงอีกครั้ง ก่อนจะเหลือเพียงความเงียบงันเช่นที่เคยเป็น

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Put your King in the chessboard

 

Master, why you stopped your turn?

Burn your enemy with your furious flame

And order your Knight to checkmate the White Queen

 

That’s a meaning why I take my life in your hands.

 

 

 

ร่างโปร่งหอบหายใจพลางพิงแผ่นหลังกับเสาหินอ่อน เปลวเพลิงลุกโหมกระหน่ำจากแรงระเบิดเช่นเดียวกับที่คาดการณ์ไว้ จะผิดแผนไปก็เพียงแต่...

 

 

"แก.." นัยน์ตาสีโลหิตมีท่าทีประหลาดใจไม่น้อย เจ้าของดวงตาคู่คมพยุงตัวไว้กับแท่นพิธี ขณะที่ตรงหน้าเหลือเพียงเศษซากของร่าง 'ศัตรู' เมื่อครู่

 

อย่างที่เขาคิด...ไม่ใช่สควอลโล่

 

ต่อให้มันโดนสะกดจิต แต่ร่างกายมันก็ไม่มีทางทำตามสมองที่โดนคนอื่นสั่งมาแน่

 

และที่สำคัญ...

 

อีกเรื่องหนึ่งที่คาดไม่ถึง...

 

 

"...แกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เลวี่!" ร่างสูงเอ่ยเสียงกร้าว พอดีเวลากับที่ระเบิดเวลาในตัว 'ตุ๊กตา' ทำงาน อดีตลูกน้องที่ตนมองเป็นเพียงสวะอีกตัวหนึ่งกลับเข้ามาขวาง รับผลจากอาวุธทำลายล้างไปเต็มๆ

 

"บ...บอส..." เลวี่ อาเทน เจ้าหนุ่มนอกสายตาที่ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ ทั่วร่างเต็มไปด้วยรอยแผล โลหิตไหลเจิ่งนองทั่วพื้นเย็นเยียบ ลมหายใจขาดห้วง เศษซากของอวัยวะภายในทิ้งตัวออกมาตามรอยฉีกขาดของร่างกาย ทว่าร่างใกล้สิ้นลมหายใจนี้กลับพยายามตะเกียกตะกายไปหาคนซึ่งตนจงรักภักดี

 

"...ไม่เป็น..ไร ใช่มั้ยครับ..." ริมฝีปากหนากระอักเลือดสีเข้มออกมาทุกช่วงเว้นวรรคระหว่างคำพูด ทั้งที่ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยบาดแผลจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เพียงแต่เสียงแหบพร่าที่เรียกตำแหน่งเขาอย่างจงรักภักดี แม้มันจะไม่ทำให้ตนคิดคำนึงถึงเท่าใครอีกคน แต่อย่างน้อย เขาก็ไม่ได้ใจจืดใจดำขนาดไม่เห็นมันอยู่ในสายตา

 

ผม...ตามบอสมา...บอส...”

 

ถ้อยคำขาดห้วงไปด้วยคลื่นโลหิตที่ล้นทะลักจนน่าใจหาย ก่อนร่างใหญ่ที่หายใจรวยรินจะล้มฟุบไปกับพื้น ลมหายใจแผ่วเบาเป่าให้ทะเลเลือดเบื้องล่างระบายคลื่นเป็นวงเล็กน้อยราวกับเป็นสัญญาณของชีวิตที่ใกล้จะดับเต็มที

 

ร่างสูงละจากเลวี่ไป จุดที่ตนหลบแรงระเบิดอยู่หลังเสาหินเป็นมุมอับสายตาพอดี ชายหนุ่มคว้ากระบอกปืนของตนที่ร่วงอยู่กับพื้น พลางเล็งเป้าไปยังร่างที่เริ่มโคลงเคลงอยู่เบื้องหน้า

           

            “นักฆ่าก็ต้องถูกฆ่า คุณคิดแบบนั้นบ้างรึเปล่า” เสียงนุ่มเอ่ยแผ่วเบา ในมือยังมีกระบอกปืนเหลืออยู่อีกหนึ่ง ทว่าเทพแห่งไฟกลางลำพระเพลิงกลับไม่ยี่หระว่าตนอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบเลยสักนิด

           

ใบหน้าได้รูปที่มักจะซีดเซียวอยู่เสมอมีรอยแผลจากสะเก็ดระเบิดเมื่อครู่อยู่เป็นรอยจาง นัยน์ตาคมกริบฉายแววสนุกสนานเช่นรอยยิ้มของตนเช่นทุกที แต่มีอะไรบางอย่างที่แปลกไป...

 

การเตรียมใจ

 

ก่อนจะปิดฉาก ผมอยากจะถามอะไรซักหน่อย

 

แกร๊ก!

ปลายกระบอกปืนทั้งคู่เล็งไปที่อีกฝ่ายอย่างแม่นยำ

 

 ตอนนั้น..คุณรู้ได้ยังไงว่านั่นเป็นฉลามคลั่งตัวปลอม?

 

ปัง!!

 

กระสุนนัดหนึ่งเฉี่ยวไหล่ชายหนุ่มในชุดสูทขาวไป ไม่ใช่เพราะร่างโปร่งหลบได้ทัน แต่เป็นเพราะลูกโลหะนั้นไม่ได้ตั้งใจให้โดนแต่แรก

 

คำตอบของแซนซัส

 

ที่ที่มันจะตายได้ มีแต่ในสายตาฉันเท่านั้น!”

 

คำตอบนั้นทำให้ผู้ฟังอดหัวเราะออกมาเสียไม่ได้

 

ช่างเป็นผู้ชาย...ที่หลงตัวเองจริงๆ

 

งั้นก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะครับ

 

เสียงตอบระรื่นหู ก่อนมือเรียวจะปรบมือเข้าหากันช้าๆ

 

!!!???

 

เสียงสัญญาณไม่ทราบที่มาดังก้องอยู่ในหูชั่ววูบเดียวแต่หนักหน่วงราวเข็มเล่มโตเสียดแทงโสตประสาท ทำให้ชายฉกรรจ์ล้มลงกรีดร้องทุรนทุรายได้ง่ายๆ แต่แซนซัสไม่ใช่ ร่างสูงหยุดชะงักไปชั่วครู่ ขณะที่มือแกร่งเผลอยกขึ้นกุมขมับโดยอัตโนมัติ

 

แก!?”

 

เอ้า ใช้สิ เพลิงพิโรธของคุณน่ะเสียงนุ่มเอ่ยด้วยน้ำคำเย็นชา ก่อนจะโยนกระบอกปืนประกับหมายเลขสิบนั้นลงไปในกองเพลิงเบื้องหลัง เพลิงพิโรธที่เผาผลาญทำลายทุกสรรพสิ่งไม่เว้นแม้แต่เจ้าของมัน...

 

ราวกับว่าอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็วจนแทบเย็นเป็นน้ำแข็ง ทั้งที่รอบกายมีแต่เปลวไฟแผดเผา

 

ไม่มีแม้แต่เงา ของกลิ่นเถ้าและฝุ่นควัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 


            สควอลโล่?

 

            น้ำคำที่เรียกชื่ออีกฝ่ายจางหายไป เมื่อผู้ที่ควรจะอยู่ในห้องกลับไม่เหลือแม้แต่เงา

 

            หน้าต่างบานใหญ่เปิดกว้างรับแรงลมกรรโชกที่แทบจะพัดพาชายหนุ่มให้ปลิวไปตามกัน ม้าพยศหนุ่มหยุดหายใจไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบวิ่งไปยังระเบียงหินอ่อนอย่างตื่นตระหนก

 

            ดีโน่ก้มมองพื้นหิมะเบื้องล่าง หิมะที่เริ่มละลายทำให้ไม่หลงเหลือรอยเท้าหรือสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าฉลามคลั่งตกลงไป ทว่าก่อนที่ร่างสูงจะหันหลังกลับนั่นเอง...

 

            แกร็ก!!

 

            ไง ดีโน่ รอยยิ้มของความมั่นใจที่จางหายไปจากใบหน้านี้เสียนานปรากฏขึ้นอีกครั้ง ร่างโปร่งในเชิ้ตสีขาวและกางเกงสีเดียวกันของสูทตัวที่เขาเห็นตั้งแต่เมื่อเช้า นัยน์ตาที่เหมือนผิวน้ำสะท้อนแสงอาทิตย์ส่องประกายอย่างมั่นคงและจริงใจเสียยิ่งกว่าใคร ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ม้าพยศแทบโถมกอดอีกฝ่ายด้วยความยินดี ทว่ากระบอกปืนสีดำในมือสควอลโล่นั่นมันอะไรกัน!?

 

            สควอลโล่ นายมองเห็นแล้วงั้นเหรอ!?”

           

            เสียงทุ้มดูเหมือนจะแห้งผากไปในชั่วพริบตา สัญชาติญาณบอกดีโน่ให้หยิบแส้พกนั้นฟาดฟันศัตรูตรงหน้าซะ แต่ฉลามคลั่งเคยเป็นศัตรูในสายตาเขาเสียที่ไหนกัน

           

            “แกมันงี่เง่าเป็นบ้า” ริมฝีปากบางเอ่ยพลางลดปลายกระบอกปืนลงช้าๆ รอยยิ้มบางราวจะเย้ยหยันเล็กน้อยทำให้คนมองใจชื้น

           

            “อย่าล้อเล่นอะไรแบบนี้สิ” ร่างสูงกว่าถอนหายใจอย่างโล่งอก ทั้งที่มือข้างถนัดของตนจับด้ามสายแส้หนังอยู่ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ ฉลามหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ดูท่าว่าสควอลโล่จะติดใจอะไร

 

            เรื่องล้อเล่น?

 

            แกมันบ้าจริงๆนั่นแหละ ดีโน่...

 

            “บอส ได้เวลาแล้วนะครับ” เสียงของโรมาริโอ้ดังมาจากกรอบประตู ดีโน่สังเกตว่าสูทสีขาวที่ร่างโปร่งสวมอยู่เมื่อเช้าหายไปแล้วตนจึงถอดเสื้อนอกที่สวมอยู่ส่งให้แทน ฉลามหนุ่มถอนใจก่อนจะรับมันมาสวมลวกๆ พอดีกับที่โรมาริโอ้เปิดประตูเข้ามา...

           

“บอส!!!???

 

เสียงห้าวของลูกน้องคนสนิททำให้ดีโน่เหลียวหลังในชั่วพริบตา ทว่าร่างโปร่งไวกว่า แขนเพรียวล็อคคออดีตเพื่อนสนิทจากเบื้องหลัง สัญชาติญาณของผืนนภาแห่งคาวัลโรเน่ไม่ผิดพลาดจริงๆ เสียแต่ว่าเจ้าของมันกลับเลือกที่จะไม่เชื่อเสียอย่างนั้น

 

โรมาริโอ้หายใจไม่ทั่วท้อง ขณะที่เห็นว่าบอสของตนอยู่ในมือนักฆ่าที่แกร่งที่สุดในโลกมืด แม้จะไม่มีอาวุธคู่กายก็ตามที...

 

“โทษที.. ที่ฉันไม่ได้ล้อเล่น” เสียงทุ้มเอ่ยข้างหู ไม่แข็งกร้าวทว่ากลับชวนให้เย็นเยียบนัก

 

“นายทำอะไรน่ะสควอลโล่? จับฉันเป็นตัวประกันจะได้อะไรขึ้นมา..” ม้าพยศผู้รักสงบและเชี่ยวชาญการเจรจาเอ่ยอย่างประนีประนอม ถึงฉลามคลั่งจะไม่มีท่าทีเหมือนคนทีเล่นทีจริง ทว่าความเย็นเยียบของปากกระบอกปืนที่จ่อใบหน้าอยู่ทำให้ตนไม่มั่นใจเอาเสียเลยว่าคนข้างกายจะทำอะไรกันแน่

 

“แกน่ะ ไปยกเลิกซะ ไอ้เรื่องที่จะให้ฉันเป็นคนของคาวัลโรเน่” ฉลามหนุ่มสั่งขณะปรายตาไปยังมือที่ล้วงกระเป๋าเสื้อเหมือนจะหยิบอาวุธขึ้นสู้ตน สควอลโล่หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะกดปลายนิ้วชี้ราวจะลั่นไกในชั่วเสี้ยววินาที

 

“บอส!

 

ทำไมไม่ลงมือล่ะ?

 

เพราะเป็นเพื่อน หรือว่าเพราะเป็นคนรัก? หรือว่า...

 

“..เข้าใจแล้ว” ดีโน่เอ่ยสั้นๆ ร่างสูงจับมือบางที่คลายแรงลงเล็กน้อยออกอย่างเชื่องช้า ขณะที่โรมาริโอ้ปล่อยมือจากปืนในอกเสื้อเช่นกัน

 

“นายอยากจะไปจริงๆเหรอ? ไปหาผู้ชายที่ทำให้นายเจ็บปวดคนนั้นน่ะ”

 

“ดีโน่ ...แกเองก็ใช่ว่าจะรั้งฉันไว้จริงๆนี่”

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลเบิกกว้าง ขณะที่สควอลโล่ไม่มีทีท่าว่าจะทำอะไรเขาอีก

 

“แกไม่ใช่คนที่จะทิ้งลูกน้องหรือเพื่อนพ้องเพื่อฉันคนเดียว นั่นไม่ใช่ตัวแก อย่าทำอะไรโง่ๆเลย”

 

เพราะฉันก็ภูมิใจในตัวแกที่เป็นแบบนั้น...

 

ถ้อยคำที่หาได้เอื้อนเอ่ยราวกับว่าสามารถส่งผ่านถึงกันได้ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับดีโน่แล้ว

 

 

“แล้วแซนซัสเป็นคนแบบนั้นเหรอ?”

 

“หมอนั่นน่ะไม่มีเรื่องแบบนั้นอยู่ในหัวหรอก”

 

เหตุผลงี่เง่าของฉัน

 

            ก็เพียงแค่..เป็นหมอนั่นเท่านั้น

 

ไม่ว่าใครก็แทนที่ไม่ได้...

 

ดีโน่มองใบหน้าที่มีรอยยิ้มจางๆของอีกฝ่ายแล้วคลี่ยิ้มบางเช่นกัน ราวกับว่าคนทั้งคู่ได้กลับไปอยู่ในช่วงเวลาที่เขาทั้งสองยังสามารถเล่นศีรษะหัวเราะได้ตามประสาวัยรุ่น

 

“ก็อย่างที่เห็นนะ โรมาริโอ้ ช่วยเตรียมรถไว้ทีได้มั้ย”

 

 

 

บางทีฉันอาจจะรู้อยู่แต่แรกแล้วก็ได้...

 

                        ตั้งแต่วันที่นายเลือกที่จะตายเพื่อหมอนั่น...

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC> III

 

ปิดท้ายจูนไรต์ด้่วยของหวาน(?)

 

เกิดอะไรขึ้นกับบอส? ไฟ(รัก)มอดแล้วเรอะ!?

 

เมื่อไหร่มิกกี้จะได้ไปซบอกเลโอคุง!? หรือว่าจะสิ้นชื่อในฟิคนี้เสียแล้ว!? (อ๊ะอ๊ะ คนอ่านBlack Bird อย่าตะหงิดใจ เราเคยบอกเหรอว่ามันเกิดขึ้นจริง!!??)

 

ม้าจอมแห้ว จงแห้วต่อไป ไปออดอ้อนหลามในBoleroซะเถอะ!

 

ลาสต์บอสขอร้องอะไรหลามกันแน่? หรือจะเป็นเควสสุดเสื่อมแบบเข็มขัดสั้น!?(คาดไม่ถึง)

 

ต้องติดตาม!!

  ปล.พาร์ตหน้าสุดท้ายแล้ว

edit @ 30 Jun 2009 22:45:15 by SARAIL::llWynfrieda@BT