[Denunci]Chapter 32 - LAST ch.

posted on 03 Nov 2009 00:05 by sarail  in Fiction

Title: Denunci, this love must betray

Chapter: 32

Fandom: KHR

Pairing: XS

Note: ไว้อ่านข้างล่างค่ะ

 ==========================================

 

 

 

Chapter 32

No one knows

 

 

 

 

 

Longer than the river

Deeper than the sea

Wider than the sky

Our relation can’t be breaking down

 

While the brightest star shine in the darkness sky

You will find the path to the same way that we can meet again

 

And the last word I would say

I will follow you to the longest line to the deepest hell.

 

No one can break us down


ร่างโปร่งยืนอยู่เหนือผืนหญ้าที่ถูกเผาไหม้ สีดำสนิทของเถ้าถ่านแห่งเพลิงพิโรธยังทิ้งร่องรอยความเสียหาย ทว่าในยามฝนพรำ ยอดหญ้าต้นใหม่กลับงอกเงยจากผืนพสุธาราวจะชดเชยช่วงเวลาที่เสียไป

 

เรือนผมสีเงินคลอเคลียไหล่ยังไม่อาจยาวสยายเช่นเมื่อก่อน แต่ในคืนฤดูร้อนฉลามคลั่งคิดว่ามันคงเป็นประโยชน์

 

วันเวลาผ่านมานานแค่ไหนเขาไม่รู้ แต่ความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่ชัดแจ้งอยู่ในใจ...

 

 

 

เขา...

 

 

            ไม่สามารถ..

 

 

 

สควอลโล่ทิ้งตัวลงนั่งข้างแผ่นสลักหิน เงียบสงบและไร้ผู้พบเห็น บนหินอ่อนนั้นไร้ซึ่งคำสลัก ทว่ากุหลาบสีแดงยังวางอยู่เช่นเคย

 

ดอกไม้ดอกเล็กพยายามแทงตัวขึ้นเหนือดิน หากรออีกสักเดือนคงได้ยลกลีบบุปผชาติสีขาวที่งอกงามจากร่างของผู้ไร้มลทิน

 

            ความสับสน..

 

                        ลบมันออกไปให้หมด

 

 

            เพื่อ...หมอนั่น...

           

 

 

 

 

 

  --------------------------------------------------

 

 

 


            It’s the cruel fairy tale.

            But, the happiness will come to who believes.

 

The answer have been waiting for a while.

You can find it at the end.

 

            เป็นสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ  

                        ไม่จำเป็นต้องมีความคิดเป็นของตนเอง

 

            ริมฝีปากหนาสัมผัสผิวกายสั่นระริกด้วยความห่างเหิน ไม่มีคำพร่ำรำพันรัก ไม่มีแสงจันทร์เป็นพยานความจริงใจ ร่างที่ทาบทับกันเคลื่อนไหวตามความรู้สึก ปล่อยให้ร่างกายเป็นไปตามความห่วงหาที่ไม่อาจสื่อออกมาเป็นคำพูด เช่นเดียวกับที่หัวใจที่ปิดตายลงอย่างเย็นเยียบของใครบางคนถูกหลอมละลายด้วยความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้

 

            เขารักแซนซัส....

 

            สควอลโล่รู้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไร แต่ไม่ว่าจะมองเช่นไร เขาก็ไม่สามารถสลัดภาพของใครอีกคนออกไปได้...

 

            ทำไมกัน?...

 

            ทั้งที่... เขาไม่ควรจะรู้สึกแบบนั้นแท้ๆ..

 

            เวลาผ่านไปเป็นเดือน คนที่เคยนอนพังพาบอยู่กับเตียงก็กลับมาฟื้นคืนชีพ กำลังมากพอที่จะทำอะไรอย่างที่ปกติชอบทำ หรือคิดอะไรแบบที่ทำให้ใครบางคนคาดไม่ถึง

 

            มือหนาลูบเส้นผมสีเงินยวงที่ตอนนี้เริ่มยาวระไหล่ไม่เป็นทรง เฝ้ารอวันคืนให้มันกลับมายาวสยายเหมือนรดน้ำต้นไม้ด้วยความห่วงหา แต่ต้นกล้าที่เพาะบ่มไว้จะรู้ก็หาไม่ เฝ้ารอวันคืนให้คนตรงหน้าเก็บเกี่ยวตักตวงจากตนจนพอใจแล้วละทิ้งไม้ไร้ใบนี่เสียที

 

            นัยน์ตาสีโลหิตหยุดที่มือซ้ายของร่างโปร่ง มือที่ว่างเปล่าถูกแทนที่ด้วยโลหะหนักช่วยในการเคลื่อนไหว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นสิ่งที่ขัดตากับผิวขาวผาดของนักฆ่าแห่งทะเลเลือดอยู่ดี

 

            แกคิดอะไรอยู่?

 

            แซนซัสเอ่ยพลางจับมือโลหะของคนที่นอนอยู่ข้างๆ ฉลามคลั่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างไม่ใส่ใจ

            เรื่องเก่าๆน่ะ…”

            เขารู้สึกเหมือนกับว่าแซนซัสเคยถามคำถามนี้เมื่อนานมาแล้ว

 

            ทั้งที่นายเป็นคนเดียวที่รู้ดีที่สุดไม่ใช่เหรอ? ความรู้สึกของฉันน่ะ….

 

            หรือตอนนี้จะมีอะไรเปลี่ยนไป?..

 

            หึ เจ้าของเพลิงพิโรธกระชากมือที่เย็นเยียบนั้นอย่างแรงจนฉุดเอาคนที่นอนอยู่ต้องลุกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ทว่าการกระทำต่อมาของอีกฝ่ายนั้นผิดคาด เมื่อร่างสูงจุมพิตที่ฝ่ามือโลหะนั้นอย่างทะนุถนอม

           

            แกก็รู้ นัยน์ตาสีโลหิตสบกับดวงตาสีฟ้าใสที่มียังมีร่องรอยของความเจ็บปวดเหมือนรอยร้าวบนพื้นน้ำแข็ง ไม่ใช่ที่ร่างกายแต่เป็นที่ใจที่บริสุทธิ์เกินกว่าจะยอมรับความจริงได้

 

            ความจริงที่ว่าไอ้สวะนี่มันรักใคร...ความจริงที่ว่ามันเห็นใครสำคัญ

 

            กับความจริงที่ว่าเขาเป็นคนฆ่าหล่อน!

 

แกโกหกฉันไม่ได้หรอก ...สควอลโล่

 

 

            นัยน์ตาสีสวยที่สบตากับเขาอยู่เบิกกว้าง ก่อนเจ้าของร่างนั้นจะหรี่ตาลงเสไปทางอื่นด้วยความละอาย

 

            แซนซัสรู้ทุกอย่าง...

 

            เหมือนเดิม

 

 

            คงมีแต่ฉัน.. ที่ตอนนี้ไม่เข้าใจหมอนี่เลยสักนิด...

 

 

 

 

 

  --------------------------------------------------

 

 

 

 

            เป็นที่รู้กันว่าห้องนอนของรองหัวหน้าหน่วยวาเรีย สเปลบี สควอลโล่ กลายสภาพเป็นห้องร้างคนที่มีข้าวของอยู่ครบ เพราะเจ้าตัวถูกกู่ลู่กู่ถังไปอยู่ห้องใครอีกคนที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันนักอยู่หลายคืน จนสุดท้ายก็ต้องยอมตามความเอาแต่ใจของอีกฝ่ายจนได้

 

            ทำไมไม่แต่งงานกันไปเลยล่ะ ดีโน่เคยโทรศัพท์มาถามเขาแบบนั้น ถึงมันจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ แต่ร่างโปร่งก็พูดได้เต็มปากว่าคงมีแต่ม้าพยศตัวดีที่รู้ว่าเขารู้สึกยังไง... ใช่ ถ้ามันไม่โทรศัพท์มาเขาคงให้เพลงดาบเป็นรางวัลแล้ว!

 

            วันที่ว่างแล้วหลบสายตาแซนซัสได้ เขาจะไปนั่งอยู่ที่นั่น... ที่ที่สายลมพัดโชยตลอดเวลา มองเห็นทิวเขากว้างสุดสายตา ที่ที่เคยมีโบสถ์สีขาวที่เหลือแต่ซากปรักหักพัง แต่กลับมีกลิ่นดอกไม้ที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนกระจายฟุ้งอยู่เสมอ

 

 

            ที่ที่เป็นที่ฝังร่างของเธอ

 

 

 

           

            แกมาที่นี่อีกแล้วสินะ

 

            เสียงห้วนดังขึ้นอย่างไม่มีที่มา ฉลามคลั่งสะดุ้งเฮือก ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืนมองหน้าอีกฝ่ายให้ชัดๆ

            แซนซัสยืนอยู่ตรงหน้า ทั้งใบหน้าคร้ามเข้มและนัยน์ตาสีโลหิตที่คุ้นเคย รวมถึงเป็นคนเดียวที่สัมผัสร่างกายของเขาให้ลืมเลือนทุกสิ่งทุกอย่าง

 

            นายรู้ได้ยังไง

 

            แกคิดว่าฉันตาบอดรึไง

 

            หรือบางที... อาจเป็นเขาเองที่อยากให้ทุกอย่างจบลงซักที

 

            แกจะเลือกฉัน หรือเลือกแม่นั่น ตอบมาเดี๋ยวนี้ไม่มีคำชักแม่น้ำทั้งห้า ไม่มีคำเจรจาให้สวยหรู คำถามแทงใจดำที่สควอลโล่เฝ้าถามตัวเองตลอดมากลับถูกคนตรงหน้าเอ่ยปากอย่างที่คิด

           

และในจินตนาการเมื่อถูกไถ่ถาม เขาไม่เคยตอบได้สักครั้ง...

 

            ความเงียบโรยตัวลงมา ก่อนจะถูกทำลายด้วยเสียงหัวเราะอันดังของฉลามคลั่งจอมโวยวาย

 

            ฮะฮะฮะนี่นายเป็นบ้าไปแล้วรึไงแซนซัส ฉันบอกแล้วไงว่าชีวิตฉันก็ให้นายได้

 

            แก เคยบอกไว้อย่างนั้น แต่ตอนนี้ฉันถามแกอีกครั้ง...

 

            เสียงเด็ดขาดของนายเหนือหัวทำให้ร่างโปร่งชะงัก นั่นสิ ทำไมไม่ว่าเมื่อไหร่เขาถึงได้...

 

            ซื่อตรงกับตัวเองได้แล้ว แกน่ะ

 

            แค่บอกฉันมาว่าแกรู้สึกยังไง...

 

            นัยน์ตาสีโลหิตสื่อความหมายเช่นนั้น ฉลามคลั่งที่นิ่งอึ้งไปชั่วครู่ได้แต่หลบสายตาคนที่เขารักไม่ว่าเมื่อไหร่หรือไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความจงรักภักดีที่หาได้ไร้ที่มาจนแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอื่นทำให้ตนยากยิ่งที่จะยอมรับ ทว่าเมื่อยอมรับความรู้สึกของตนเองกลับมีสิ่งอื่นมาทำให้แปรผันไป

 

            หากเขาตัดไฟแต่ต้นลม เรื่องคงไม่เป็นแบบนี้

 

            ถ้าเขาฆ่าเอลด้าไปแต่แรกตามคำสั่งของแซนซัส หรือถ้าเขาปล่อยเธอไปโดยไม่สานสัมพันธ์ใดๆกับเธออีก หรือถ้าเขาเลือกได้ว่าใครกันแน่ที่เขาควรเชื่อฟังและให้ความสำคัญกับคนคนนั้นตลอดมา...

 

ทั้งอย่างนั้นแล้วทำไมถึงต้องลังเลด้วยล่ะ?

           

            ความกล้าที่ตนเคยมีเมื่อยามสังหารศัตรูให้ด่าวดิ้น หรือในครั้งที่ได้รับความเชื่อใจจากคนสำคัญ ไม่ว่าครั้งไหนก็คงไม่มากมายเท่าครั้งนี้ สควอลโล่สูดหายใจลึก ก่อนจะผ่อนออกมาเป็นคำพูดที่ยากจะเอ่ยมานานแสนนาน

 

            ฉันรักนาย แซนซัส

 

 

 

 

 

 

 

 

  --------------------------------------------------

 

 

 

 

 

            เสียงลมพัดผ่านไป ระหว่างลมหายใจของคนสองคน

 

            แซนซัสปล่อยให้ฉลามคลั่งได้พูดอะไรตามใจ อย่างที่อีกฝ่ายไม่ได้ทำมานาน

 

 

 

            ฉัน...ไม่ถนัดพูดอะไรแบบนี้ ....นายก็รู้..แต่...ร่างโปร่งไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอเหลือเกิน….

 

            แต่เขาไม่สามารถ...

 

            เขา..

 

            ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไปแล้ว!!!

 

 

            แต่...อะไร?ชายหนุ่มเอ่ยสวนขึ้นมา คนที่กำลังจะหาทางตัดบทถึงกับระเบิดความคิดที่อยู่ในหัวทั้งหมด

 

 

            แต่อะไรงั้นเหรอ!? นี่แกบ้ารึเปล่า!! รู้มั้ยฉันต้องพยายามมากแค่ไหนถึงจะให้คำตอบกับตัวเองได้! ฉันที่สาบานว่าจะจงรักภักดีกับแก เป็นดาบให้แก เป็นโล่ให้แก กลับต้องมาทรยศแกเพราะผู้หญิงคนเดียวอย่างที่แกว่านั่นแหละ!! แล้วตอนนี้...ตอนที่ฉันรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ทำให้แกเป็นอะไรไปขนาดนั้น แล้วยังจะให้ฉันพูดได้เต็มปากอีกหรอว่าฉันคู่ควรที่จะอยู่กับแก!!”

 

 

            แซนซัสเลิกคิ้ว ท่าทางแบบนั้นทำให้ฉลามคลั่งกระชากตัวอีกฝ่ายเข้ามาใกล้

 

 

            ฉันที่เป็นแบบนี้แกก็ยัง...เหมือนอย่างเคย...เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น... เห็นฉันเป็นสวะที่แกใช้งานได้ตามใจเหมือนเดิม ฉันยอมแกทุกอย่าง แต่เรื่องเดียวเท่านั้นที่ฉันให้อภัยไม่ได้คือเรื่องที่แกฆ่าเธอ!!แต่ฉันก็สาบานกับแกแล้วจะให้ฉันทำยังไงเล่า!!??”

 

 

 

            ทนไม่ไหวทั้งที่เคยคิดว่าจะทนไหว

 

            ทำยังไง? บอกฉันทีสิ! ถ้าบอกให้ฉันเลือกแกฉันก็จะเลือกแก บอกให้ลืมหล่อนฉันก็จะทำ แล้วทำไมถึงต้องให้ฉันเป็นคนตัดสินใจเองด้วยเล่า!! ไหนแกบอกเป็นเจ้าชีวิตฉันแล้วเวลาแบบนี้มันสมควรจะพูดแบบนั้นเรอะ!?

 

            มือเรียวที่เกาะกุมอกเสื้อของร่างสูงไว้แน่นเริ่มคลายตัว พร้อมกับศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีเงินยวงก้มลงทรุดแนบกับแผ่นอกกว้าง

 

 

 

 

            ฉัน...จะทำยังไงดี..บอกฉันทีสิแซนซัส...

 

 

 

 

 

            เรื่องของแกเป็นเรื่องที่แกต้องตัดสินใจเอง

 

 

 

 

            ก็ฉันเป็นของนายไม่ใช่รึไง!!!”

 

 

            มือหนาแตะที่ข้างแก้มคนที่หลุดปากพูดอะไรออกมาโดยไม่รู้ตัว

 

 

 

            เพราะแกเป็นสวะที่ฉันภูมิใจ เรื่องแค่นี้แกต้องคิดด้วยตัวเอง

 

 

           

 

 

            เหมือนครั้งก่อนที่หญิงสาวผู้นั้นร่ำไห้เสียเต็มประดา ทว่าฉลามนักฆ่ากลับไม่มีน้ำตาแม้สักหยด

 

            คนที่ซุกหน้ากับเสื้อตัวหนานั่นเงยหน้าขึ้น ราวกับว่าตนได้มองเห็นร่างสูงเต็มตาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผ่านมา

 

            เป็นครั้งแรกที่นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนภาพของท้องนภาสีโลหิตอย่างแท้จริง

           

 

 

            “แซนซัส

 

 

 

 

  --------------------------------------------------

 

            ร่างสูงเดินจากไป

 

            แผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายยังเห็นได้ชัดเจน ทว่าเค้าร่างของนภาสีดำกลับมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ตนไม่อาจมองข้ามไปได้

 

 

            เขามักจะอยู่เบื้องหลังของแซนซัสเสมอ และมักมองไปข้างหน้าโดยไม่หวั่นเกรงอะไร ไม่ใช่แค่เพราะมั่นใจในฝีมือตนเอง แต่เพราะเชื่อว่าเขาไม่มีวันที่เขาจะปล่อยให้แซนซัสเป็นอันตรายได้ หรือถึงแม้ตายก็ต้องปกป้องอีกฝ่ายให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นศัตรูที่ลอบกัดจากด้านหลัง หรือหอกข้างแคร่จากทั่วทิศทาง

 

            หากให้เป็นดาบที่ฟาดฟันศัตรูตรงหน้า เขาก็พร้อมที่จะเป็น

 

            หากให้เป็นโล่ที่พร้อมป้องกันภัยให้นาย ฉันก็พร้อมที่จะทำ

 

 

 

            แต่ฉันเองที่ทำให้นายเจ็บปวดมากกว่าใครๆ

 

 

            แล้วฉันยังจะมีหน้าไปบอกว่าอยากอยู่เคียงข้างนายอีกงั้นเหรอ?

 

 

 

 

            ร่างโปร่งชะงักอยู่กับที่ ฝ่าเท้าที่กำลังจะย่างก้าวตามอีกฝ่ายไปด้วยความเคยชินกลับไม่อาจก้าวต่อไปข้างหน้า ไม่ใช่มือจากเบื้องหลังที่ฉุดคว้า หรือต้นหญ้าที่กลายเป็นไม้เลื้อยมาพันธนาการ

 

            ความคิดที่ตอกย้ำเขาอยู่ตลอดเวลาที่แซนซัสยังหลับใหลจากการต่อสู้ครั้งนั้น การนิทราที่ยาวนานเสียจนเขากลัวว่ามันจะนานจนผมที่ตัดสั้นไปนั้นกลับมายาวอีกครั้ง

 

 

 

            ความคิดที่แช่แข็งทั้งร่างให้ติดอยู่กับที่

 

            คิดด้วยตัวเองงั้นหรือ?

 

 

            “ฉันอยากอยู่ข้างนายแซนซัส”

 

            สควอลโล่พึมพำกับตนเอง ทว่าขาเพรียวยังไม่อาจติดตามเจ้าของแผ่นหลังที่ลับสายตาไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ.…

 

 

 

            แต่ฉันมีสิทธิ์ที่จะทำแบบนั้นรึเปล่า...?

 

 

 

 

 

 

 

 

            งั้นก็ไปสิ

 

            เสียงหวานที่คุ้นเคยดังขึ้นมาอย่างไม่ทราบที่มา สควอลโล่รู้สึกถึงแรงผลักเบาๆของมือที่นุ่มนวลจากเบื้องหลังทั้งที่เป็นอากาศธาตุ

 

 

            คุณทำเพื่อฉันมากพอแล้วล่ะค่ะ

 

 

 

 

  --------------------------------------------------

 

 

 

 

            วงแขนเพรียวรั้งคนที่กำลังจะเดินต่อให้หยุดอยู่กับที่

 

            เจ้าของเปลวเพลิงกลับรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็งตั้งแต่หัวจรดเท้าเสียแทน

 

            “ฉัน” สควอลโล่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี ร่างโปร่งพยายามหลบตาอีกฝ่ายแต่ถึงอย่างนั้นมือที่กอดรัดอีกฝ่ายเสียแน่นกลับเป็นหลักฐานที่แจ่มชัดของคำตอบ

 

            คนที่เลือกเมื่อนานแสนนาน และไม่มีวันแปรเปลี่ยนไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม!!

 

 

 

            “ไม่ต้องพูดแล้ว!!!

 

 

 

            พอกับที่ความอดทนของใครบางคนขาดผึง ริมฝีปากร้อนเข้าบดขยี้เรียวปากบางที่เขาโหยหา ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกับคนที่ไม่เคยสื่อกันด้วยคำพูด แค่การกระทำก็สื่อได้ทุกอย่างแล้ว

 

 

            คำพูดของสควอลโล่ฉลามคลั่งคงไม่รู้ตัวว่ามันทำให้หัวใจที่ร้อนแรงของชายผู้มีความแค้นสุมไฟอยู่เย็นลง เหมือนหยาดฝนชุ่มฉ่ำที่โปรยลงมาไม่ขาดสายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

 

 

 

            เมื่อไหร่กันที่นัยน์ตาของตนหยุดอยู่ที่แผ่นหลังที่ไกลออกไป เรือนผมสีแปลกตาที่ทอดยาวลงมาเรื่อยๆตามคำสาบานที่ตนเคยคิดว่าไร้สาระนั่น….     

           

 

 

            หัวใจแทบหยุดเต้นลงไป เมื่อสายฝนไม่โปรยสาดซัดมา

 

 

            “ทำไมนายต้องโกหกฉัน” หลังจากร่างสูงปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ ฉลามคลั่งที่ทำใจอยู่นานจึงเอ่ยปากเป็นปกติ

 

 

            “เรื่องอะไร?”

 

            “ถึงนายไม่ฆ่าเธอเธอก็กำลังจะตายอยู่แล้ว เธอเลยขอร้องให้นายฆ่าเพื่อที่แผนของเจ้าบ้านั่นจะได้เดินต่อ คนอย่างนายยอมเดินตามเกมส์คนอื่นทั้งที่รู้ว่าฉันต้องโกรธนายแน่ ทำไมนายถึงทำแบบนั้น

 

 

            ไม่ใช่แค่โกรธธรรมดาแต่ถึงขนาดหันคมดาบเข้าหาเจ้าชีวิต

 

 

 

            คำตอบของแซนซัสน่ะหรือ?

           

 

 

            ก็แค่อยากรู้เท่านั้น

            ว่าใจคนที่อยู่ตรงหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

           

            ถ้าเขาไม่เลือกทางเด็ดขาด เจ้าฉลามบ้านี่ก็จะไม่รู้สึกตัวซักที….

 

            ชีวิตไม่ง่ายดายขนาดนั้น ไม่เปิดโอกาสให้คนโลภมากที่หวังเลือกทั้งสองทาง

 

 

 

 

            เพราะเป็นมนุษย์ถึงได้หวั่นไหว เพราะเป็นหัวใจที่เปราะบางทว่าเข้มแข็งกว่าสิ่งใดถึงได้กลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง


            หรือเพราะเป็นมัน? ส่วนลึกของหัวใจถึงได้ยังอยากที่จะเชื่อว่ามันจะต้องกลับมาหาเขา….

 

 

 

            แล้วก็กลับมาจริงๆ

 

 

 

 

            แซนซัสไม่ตอบ ฉลามคลั่งเลยเหมาเอาว่าอีกฝ่ายไม่อยากพูด

 

 

            “จริงๆแล้วนายเองก็ยังใจดีอยู่บ้างนี่นา..บอส”

 

            รอยยิ้มมาดมั่นที่ไม่ได้เป็นมานานยังสว่างไสวอยู่เสมอบนใบหน้าของพิรุณสีเลือด แม้ว่าจะเป็นโลหิตที่ส่องสะท้อนนภาสีดำได้มากกว่าใครก็ตามที

 

 

 

            “เรียกชื่อฉันสิ

 

 

            บ้าเอ๊ย! อย่าจ้องแบบนั้นสิฟะอะแซนซัส

 

 

 

 

 

 

  --------------------------------------------------

 

 

 

 

            “สุดท้ายก็แฮปปี้เอนดิ้งสินะ?” ลุสซูเรียเอ่ยทั้งรอยยิ้ม พลพรรควาเรียที่แอบเอาใจช่วยอยู่ห่างๆบางคนถึงกับกัดผ้าเช็ดหน้า เพียงแต่ระดับผู้บริหารเท่านั้นที่มีสิทธิ์ถือกล้องส่องทางไกลแอบดูคนทั้งคู่ เจ้าชายน้อยหยิบของว่างเข้าปากพลางเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์

 

            “แบบนี้ก็แกล้งสควอลโล่ไม่ได้แล้วน่ะสิ”

 

            “นายคิดว่าบอสจะยอมอ่อนให้หมอนั่นเหรอ ไม่มีทางฉันพนันเลยก็ได้!” มาม่อนที่ลอยไปลอยมาระหว่างศีรษะเบลเฟกอลกับลุสซูเรียตอบทันควัน เสียงหัวเราะกับบทสนทนาคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปต่างๆนานาอาจไม่ดังมากแต่ก็ชัดเจนพอที่ประสาทสัมผัสของนักฆ่าทั้งสองคนที่ยืนกอดกันอยู่จะรู้สึกตัวได้

 

            “พระราชาเห็นแล้วล่ะ” เบลเฟกอลเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นนัยน์ตาคมกริบของผู้เป็นนาย คนขับรถหรือหัวหน้ากลุ่มอัสนี(ชั่วคราว)รีบติดเครื่องยนต์ทันที โชคดีที่เจ้าชายหนุ่มเอ่ยทักไวพอที่รถจะเคลื่อนตัวหนีบอสของเขาที่กำลังกรุ่นได้ที่ได้ทัน หรือบางทีอาจจะเพราะใครคนนั้นยอมปล่อยไปก่อนที่จะจัดการที่ปราสาทก็เป็นได้

 

 

 

 

 

 

 

            “นี่ เบล..” มาม่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เจ้าของเรือนผมสีทองที่กำลังยื่นตัวออกนอกหน้าต่างรถไปเสียครึ่งหันกลับคู่สนทนาด้วยความสงสัย

 

            “ตกลงนายคิดอย่างนั้นกับสควอลโล่จริงๆเหรอ?”

 

            เบลฉีกยิ้มเป็นคำตอบ

 

            “ถ้าบอสไม่ลงมือทำอะไรซักที สควอลโล่งี่เง่าแบบนั้นก็ไม่รู้สึกตัวหรอก”

 

            “นั่นไม่ใช่คำตอบนะเบล”

 

            “ก็นะ” เจ้าชายน้อยเลื่อนตัวกลับมาพาดแขนกับพนักพิงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง เพราะเรือนผมที่ปิดบังนัยน์ตาของอีกฝ่ายไปทำให้ไม่ว่าใครก็ไม่อาจรับรู้ความจริงในใจของเด็กหนุ่มคนนี้ได้เลย

 

            “มีบอส มีสควอลโล่ มีเจ้าชาย มีมาม่อน แค่นี้ก็พอแล้วล่ะ”

 

            ทารกต้องสาปเงียบไป ก่อนที่เสียงเจื้อยแจ้วของคนที่ถูกลืมชื่อจะดังขึ้นมา

 

            “เบลจังลืมเค้าได้ยังไงอ๊า!!!

 

            “น่ารำคาญน่า ชิชิชิชิชิชิ”

 

 

           

 

  --------------------------------------------------

 

 

 

 

            สุดท้ายเมื่อถึงปราสาท บอสกับสควอลโล่กลับยืนรออยู่หน้าประตูรั้วด้วยรอยยิ้ม เหี้ยมเกรียมเหมือนจะฆ่าคนได้

 

 ด้วยความร่วมมือเล็กๆน้อยๆจากม้าพยศแห่งคาวัลโรเน่ที่เตรียมรถรอไว้อยู่แล้ว ทำให้ทั้งบอสแห่งวาเรียเตรียมบทลงโทษไว้เสร็จสรรพ

 

“ทำงานแบบไม่มีเงินเดือนไปครึ่งปี กับจ่ายค่าเสียหายกับค่าข่าวสารที่รั่วไหลออกไปรวมเป็นเงินเดือนของนายอีกครึ่งปี เท่ากับว่าอีก 365 วันต่อจากนี้อย่าหวังจะได้เงินซักแดงเดียวเลยเบล แล้วก็กักบริเวณแกเดือนนึงไม่ให้ออกนอกปราสาทวาเรียเด็ดขาด”

 

คำตัดสินโทษเหล่านี้ไม่รวมความจริงที่ว่าเจ้าชายองค์น้อยแห่งปราสาทวาเรียเป็นคนเผยข้อมูลจำนวนคนและกำลังพลให้ศัตรู แม้ว่าศัตรูฝ่ายนั้นแท้จริงแล้วจะเป็นสปายฝ่ายเดียวกันก็เถอะ แต่ข้อมูลของวาเรียก็ยังเป็นความลับสุดยอดอยู่ดี

 

“มีอะไรจะแก้ตัวมั้ย?”

 

“เจ้าชายแค่ทำในสิ่งที่เจ้าชายต้องทำเท่านั้นสควอลโล่จะใจร้ายไม่ให้เจ้าชายออกไปฆ่าแมลงสาบได้ลงคอเชียวเหรอ ชิชิชิชิ”

 

“เจ้าบ้า!!

 

 

 

เพล้ง!!!

 

 

 

“หนวกหู” เสียงห้วนสั้นเอ่ยจากบุรุษที่อยู่ชิดปลายโต๊ะ แก้วทรงเหลี่ยมเจียระไนกลายสภาพเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยบนพื้น และส่วนหนึ่งติดอยู่ตามเรือนผมสีเงินสว่างซึ่งเริ่มยาวขึ้นแล้วของฉลามคลั่ง

 

ในใจทุกคนนอกจากคนสองคนในเหตุการณ์พนันขันต่อนั้นคิดขึ้นมาเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย

 

 

 

บอสก็ยังเป็นบอสเหมือนเดิมนั่นแหละ

 

 

 

 

 

 

  --------------------------------------------------

 

 

 

 

“ไอ้บอสงี่เง่าเอ๊ย!!!” เสียงพึมพำที่คล้ายจะตะโกนลั่นของใครบางคนทำเอาปราสาทสะเทือน ร่างโปร่งพันผ้าพันแผลรอบศีรษะตนเองอย่างหงุดหงิด ขวดยาฆ่าเชื้อยังวางระเกะระกะบนโต๊ะ แต่ชายหนุ่มชักรำคาญเรือนผมสีเงินที่คลุมศีรษะเขาจนพันไม่ถึงแผลเสียทีมากกว่า

 

หรือจะตัดสั้นไปเลยดีนะ?

 

 

“ผมของแกไว้มันใหม่เพื่อฉันซะ

 

คำพูดที่อีกฝ่ายเคยเอ่ยปากไว้แน่นหนาทำให้เขายากจะดิ้นหลุด สุดท้ายสควอลโล่ได้แต่ถอนใจพลางปลายนิ้วหมุนกับปอยผมให้เส้นไหมสีเงินยวงนั้นพันกับนิ้วตนเอง

 

 

 

 

 

เอาเถอะ

            มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมาก

 

 

 

 

“แกทำอะไรอยู่ไอ้สวะ”

 

เสียงเข้มดังขึ้นจากข้างหลังทำเอาคนที่กำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยสะดุ้งเฮือก

 

 

“ทำแผลจากใครหน้าไหนไม่รู้ที่มันสายตาสั้นจนเห็นหัวคนเป็นเป้าปาแก้ว”

 

 

“เฮอะ” ร่างสูงแค่นหัวเราะ ก่อนจะนั่งลงที่โซฟาใกล้ๆ

 

 

 

 

ผมมันเริ่มยาวแล้ว

 

เจ้าของนัยน์ตาสีโลหิตพิจารณารูปร่างโปร่งบางของอีกฝ่ายที่เริ่มจะกลับมามีน้ำมีเนื้อบ้างหลังจากซูบเซียวมานาน ถ้าไม่คิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป อย่างน้อยเขาก็ดูแลมันดีขึ้น?

 

พลันห้วงคำนึงนึกถึงที่ใครบางคนเคยเอ่ยปากวอนขอในวาระสุดท้ายของชีวิต

 

 

ไม่ใช่ในส่วนของฉัน แต่ฉันขอร้องคุณอีกซักครั้ง ให้ความสำคัญกับเขาให้เท่ากับที่คุณคิดว่าเขาสำคัญ ให้เขาได้รับรู้ความรู้สึกของคุณบ้าง เพียงแค่คำพูดธรรมดา...ก็ทำให้คนเรามีความสุขได้แล้วนะคะ

 

 

            ฉับพลัน ร่างสูงก็ก้าวไปประชิดตัวคนที่ยังทำแผลลวกๆอยู่อย่างนั้น

 

 

            “เจ็บมากรึเปล่า”

 

 

            คราวนี้คู่สนทนาหันหน้ากลับมาด้วยสีหน้าเหมือนโดนแทงซักสิบแผล

 

 

 

            “แกป่วยอีกแล้วเหรอแซนซัส”

 

 

 

 

 

 

 

            เพล้ง!!!!!

 

 

 

 

 

 

 

 

ดูท่าหนทางจะยังอีกยาวไกลนัก

 

 

 

 

 

 

 

 

:: The End?

 

 

 

 

 

 

 

Talks::

 

จริงๆยังมีส่งท้ายอีกตอนค่ะ แต่เรื่องราวโดยสมบูรณ์ของดีนันซี่ก็จบลงตรงที่นี้แล้ว นับจากเวลาที่จำได้ก็เริ่มลงบอร์ดเก่าประมาณเดือนตุลา นี่ก็พิจิกแล้ว...คนรู้จักหลายคนก็ออกฟิคไปหลายเล่ม จบไปก็หลายเรื่อง เรื่องที่มาพร้อมๆกันเขารวมเล่มขายจนรีปริ๊นกันไปไม่รู้กี่รอบแล้วแต่เราก็ยังพูดได้ไม่เต็มปากว่าจบ (หัวเราะ)

 

เวลาหนึ่งปีกว่ากับฟิคที่เริ่มจากเรื่องเล็กๆจจันกลายเป็นเหมือนทางเดินชีวิตบนเม็ดทราย มีคนรู้จักเพิ่มขึ้น ได้รู้จักเพื่อนมากขึ้น ทั้งที่บ้าไปด้วยกัน หัวเราะไปด้วยกัน หรือคนสำคัญที่เริ่มต้นมาจากตัวอักษรบนโลกไซเบอร์แท้ๆ แม้แต่ตอนนี้ก็ยังเขินที่จะพิมพ์คำว่าขอบคุณอยู่ดี กี่ครั้งแล้วนะที่ต้องพูดคำนี้

 

...ขอบคุณอาจารย์อามาโนะ ที่เขียนรีบอร์นให้เราได้อ่านได้ตามสปอยจนมีฟิคออกมาเป็นรูปเป็นร่างขนาดนี้

 

ขอบคุณพี่เฟียร์ที่วาดปกให้โดยไม่ปริปากบ่นกับใครบางคนที่ไม่รู้จักจัดเวลาชีวิตตัวเองเลยนะฮะ (ขำ) ยังรอ...อยู่นะ หึหึหึ

 

ขอบคุณพี่เดียร์ที่ช่วยไซโคคนข้างบนฮะ รวมถึงคอมเม้นต์ล่าสุดที่ทำให้ไฟกระฉูดเขียนตอนนี้จนจบได้

 

ขอบคุณท่านมุกที่ทำให้ผมได้รู้จักอะไรหลายๆอย่าง อย่างเช่นว่าคนเขียนไม่เหมือนจินตนาการเสมอไป (กร๊ากกกก) ขอบคุณที่แต่งมือที่สามจนมีเสะกระชากใจอย่างเลโอคุงให้ผมได้จิ้นได้กรี๊ดฮะ

 

ขอบคุณไดองซัง ถึงตอนนี้ท่านจะไม่อัพฟิคBOPตามที่ผมทวงไปหลายทีแต่ก็ยังรออยู่นะฮะ เวลาผมใกล้จะหมดไฟพีค อ่านฟิคท่านแล้วหัวแล่นมากจริงๆ

 

ขอบคุณพี่เอกิ ผมคิดว่าพี่ไม่ได้อ่านฟิคผมแต่อาจจะอ่านบล็อกบ้าง ...ผมอยากอ่านเล่มแดงๆนั่นต่อฮะ (เอิ้ก) ขอบคุณที่ให้คำปรึกษาหลายเรื่องๆนะฮะ (แต่ผมยังเสียดายเจเคนอยู่นะ...)

 

ขอบคุณมายลู จะว่านานก็นาน สั้นก็สั้น บางทีอะไรที่เรารู้สึกว่าเป็นเรื่องชินตาแล้วขาดหายไปมันก็เหมือนขาดอะไรไปอย่างที่คุณเคยพูดจริงๆนั่นแหละ

 

ขอบคุณคุณเพลงดวงดาว  ที่เคยส่งเอนทรี่นึงมาให้อ่าน เวลาผมเฮิร์ตไปอ่านเอนทรี่นั้นจะเลเวลอัพขึ้นร้อยเท่า ไม่รู้ทำไมสินะ...เป็นแฟนนักอ่านที่น่ารักมากฮะ ^ ^;

 

และ ขอบคุณนักอ่านทุกคน ทั้งผีบล็อกหรือคนอ่านทั่วไป จะเม้นต์หรือไม่เม้นต์แต่ยอดViewsก็เป็นกำลังใจให้เราอยู่ดี ถ้าไม่มีพวกท่านดีนันซี่คงไม่สามารถเข็นมาถึงตอนนี้ได้ เพราะฉะนั้นจะรอวันที่ผู้ที่อยู่ในมุมมืดทั้งหลายเปิดเผยตัวนะฮะ

 

 

สำหรับตัวผมเอง sarail ขอขอบคุณฟิคเรื่องนี้ที่ทำให้ได้รู้จักผู้คนมากมาย ได้ก้าวข้ามจุดที่ผมไม่เคยคิดว่าจะทำได้มาตลอด (นั่นคือแต่งเรื่องยาวให้จบ รวมเล่ม และอื่นๆ)ไม่เคยคิดเลยจริงๆว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ บางทีถ้าดีนันซี่รวมเล่มเดียวจบเสียแต่แรกมันอาจจะไม่ได้ออกมาเป็นรูปเล่มก็เป็นได้ (หัวเราะ) แต่การที่แบ่งเล่มออกมาก่อนนี่ทำให้มีสามัญสำนึกคอยทิ่มแทงว่าต้องจบ!

 

ถึงจะเป็นฟิคที่รักมาก แต่ตอนนี้ก็ยังพูดได้ไม่เต็มปากว่าดีที่สุด เพราะฉะนั้นจะทำให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ในรวมเล่มนะฮะ ^ ^; หวังว่าคนอ่านที่ยังไม่ลืมกันจะให้โอกาสแก้ตัวในตอนนั้นอีกสักที

 

เขียนมาจะยาวกว่าฟิคอยู่แล้ว(รึเปล่านะ?) เพราะฉะนั้นขอจบเรื่องพร่ำเพ้อตรงนี้นะฮะ (ฮา)

 

ถ้าใครยังมีปัญหาอะไรสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้  สามารถถามไว้ได้ที่คอมเม้นต์,EMS หรืออีเมลล์นะฮะ ถ้าหาดีๆจะเจอเองสำหรับทางติดต่อทางสุดท้าย - -b ไม่ต้องกลัวสปอยฮะ ผมว่าใครอ่านถึงตรงนี้น่าจะตามกันมาพอดูแล้ว แต่มันสปอยจริงเดี๋ยวผมHideเอง

 

ขอบคุณอีกครั้งที่อ่านจนถึงตรงนี้นะฮะ

SARAIL

03.11.09.   00:39