SARAIL, I ♥ XS ::Denunci&Fate turns UP! View my profile

ถ้าถามใครๆก็คงจะบอกว่าต่าง..

 ว่าแต่ต่างตรงไหนล่ะ?

 

เป็นเรื่องที่คิดมาพอควรแล้ว เพราะว่าตัวเราเองอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวตอ บางคนก็ว่าเวลาขึ้นเขียงบ้างล่ะ แต่ถ้าจะให้เป็นภาษาไทยอย่างนุ่มนวลหน่อยคงจะเป็นช่วงเลือกเส้นทางของชีวิตล่ะกระมัง

ต่างตรงไหน... แค่แผนการเรียนก็ต่างอยู่แล้ว มีตัวอย่างให้เห็นที่บ้าน(หึๆ) ก็แค่สงสัยเท่านั้นเอง..

 

ไม่ได้ต่อสายวิทย์แล้วจะตายหรือ? หางานทำไม่ได้? สังคมกีดกัน เงินเดือนไม่ดี? เป็นหนี้หรือเปล่า?

ทำไมใครๆก็อยากต่อสายวิทย์นัก เพื่อนเราคนหนึ่งที่เกรดไม่ถึงพอจะเข้าถึงกับร้องไห้

มันอาจจะน่าร้องไห้จริงๆก็ได้ แต่เพราะเราไม่ใช่เขา ก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นยังไง

แต่ว่า.. ไม่ว่าจะสายไหน จบมาก็มีที่ให้เรียนต่อ พยายามก็มีงานทำ ตั้งใจก็มีเงินเก็บ?

แล้วในเมื่อเป็น"คนเหมือนๆกัน" จะต่างกันตรงไหนเชียว...

กับแค่เส้นเลือกแบ่งทางเรานี่..

 มันแบ่งจิตใจคนเราให้ไปอยู่คนละชั้นด้วยหรือ?

ไม่รู้เป็นแค่โรงเรียนที่เราอยู่เพียงที่เดียวหรือเปล่า แต่ว่ารู้สึกความแตกต่างระหว่างสายนี่จะชัดเจนเหลือเกิน ทั้งที่ตอนม.ต้นก็เล่นหัวกันได้แท้ๆ มันไม่น่าเหมือนความแตกต่างระหว่างห้องคิงกับห้องปกติสักหน่อย

ก็รู้อยู่ว่าสายไหนดียังไง แต่ใครๆก็บอกว่าให้ลงสายวิทย์ไว้ก่อนทั้งนั้น

ก็เพราะหางานทำง่าย?คงจะใช่ เงินดี? ก็ล่ะนะ...

คุณแม่บอกว่าสายวิทย์มีหนทางไปมากกว่าสายศิลป์เยอะ แต่ก็ใช่ว่าสายศิลป์จะทำอะไรไม่ได้เลย แต่แค่ต้องไปให้ถูกทางเท่านั้นเอง

"เด็กสายวิทย์ทำข้อสอบเด็กสายศิลป์ได้ แต่เด็กสายศิลป์ทำของเด็กสายวิทย์ไม่ได้หรอก"

คำพูดนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่นั่งยันก็มีอยู่บ้างว่าจริง...

 

เราเองที่บ้านมีแต่คนเรียนสายวิทย์ทั้งนั้น แน่ล่ะว่าคุณพ่อคุณแม่ก็บอกให้เลือกทางนี้ มันจะไปได้ไกลกว่า?

ระยะห่างระหว่างความไกลเพียงแค่เลือกสายนั่นต่างกันอย่างนั้นเชียว.. ก็แค่อยากจะรู้ แต่ถามใครก็คงตอบไม่ได้หรอก คนเรียนสายวิทย์จบไปทำงานสายศิลป์ก็มี แล้วทำไมคนเราต้องมายุ่งยากกับเรื่องแค่นี้ ทั้งที่เรื่องสำคัญกว่าในชีวิตก็มี มันไม่ใช่ทุกอย่าง...

ก็เหมือนกับคนที่เอนไม่ติดแล้วฆ่าตัวตาย พ่อแม่ที่เห็นลูกไม่ติดโรงเรียนดีๆก็บ่นว่า หลากหลายเหตุผลที่แต่ละคนมากล่าวอ้าง

...เรื่องแบบนี้...

.

.

.

.

"ไม่ใช่ตัวเองไม่รู้หรอก"

-------------------------------------------------- 

Sarail : ก็ไม่ได้จะมาเครียดอะไรหรอกนะ แค่ฉุนเล็กๆ... ถ้าใครอยากคุยแอ๊ดmsnที่ >> sarail_deizel@hotmail.com นะคะ เมลล์ที่เห็นตรงพรอฟใช้ทำงานที่โรงเรียน= =''

ขอบคุณทุกคอมเม้นต์นะคะ คราวนี้เปลี่ยนธีมอีกแล้ว ลองธีมใหม่แต่ใช้เรียบๆ ^ ^' ไม่ต้องคิดอะไรมากดี หุๆ

 

 

edit @ 30 Oct 2007 20:41:25 by SARAIL. DEIZEL.:เด็กเตรียมสอบตลอดเวลา

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เพื่อนคุณคนนั้นอาจต้องการเดินไปสู่ระดับอุดมศึกษา ในคณะที่ต้องเรียนสายวิทย์ถึงเข้าได้ก็เป็นได้...

สำหรับตัวผม ไม่เห็นว่าสายวิทย์จะดีกว่าเท่าไหร่หรอก.. เลือกทางที่เป็นเรา ชีวิตเป็นของเรา แค่นั้นพอครับ big smile

#1 By kaitobaka on 2007-10-30 20:47

อืมมมมม เราก็เคยคิดเหมือนกันนะ ว่ามันต่างกันยังไง

ผู้ใหญ่ที่บ้านเราเชียร์ให้เรียนสายวิทย์เหมือนกัน ตอนนั้นเรายังหาทางออกตัวเองไม่ได้ก็เลยเลือกไปตามน้ำ

ตอนนี้เราอยู่ม.6สายวิทย์แล้ว พูดตรงๆเลยว่า ไม่ชอบเลยที่เรียนสายนี้ angry smile
เราคิดผิดมากๆ เพราะเราดันชอบคณะของสายศิลป์ไปซะแล้ว ....
เราคิดนะ ไม่ใช่สายวิทย์ทุกคนหรอกที่จะสอบสายศิลป์ได้

แต่ผู้ใหญ่ที่เค้าคุ้นเคยกับสายวิทย์เค้าอาจจะยังไม่ชินกับสายศิลป์ในสมัยนี้เท่านั้นเอง

เอ่อ ไม่รู้ว่านอกเรื่องไปรึเปล่า แอบนึกถึงสมัยตัวเองเลือกสาย ... เฮ้อ .... น่าจะเลือกให้ถูกทาง ไม่งั้นคงไม่มานั่งแก้ 0 คณิต *ซิกๆ* T^T
ตอนจะเลือกสายผมก็บ้าคลั่งแบบนี้แหละ = =" บ้ากว่านี้ซะอีก

ผมเป็นอีกคนที่หัวไม่ดี แล้วก็ตอนขึ้นม.ปลายเกรดไม่ถึงที่จะได้โควต้าวิทย์ด้วย ไม่ได้ร้องไห้หรอก แต่กระเสือกกระสน
ต้องสอบย้ายสาย แทบบ้าตายเหมือนกันนะ แต่ก็รอดมาได้

ถามว่าทำไมต้องทำขนาดนี้ ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้หัวดีหรือฉลาดอะไรเลย

เพราะมีความฝันน่ะนะ */me หัวเราะ พูดเหมือนการ์ตูนเลย

อยากเข้าถาปัตย์ อยากเข้าอนิเมน่ะ 'w' ต้องใช้วิชาของวิทย์ทั้งนั้น หยั่งฟิสิกส์เนี่ย

พอมาเรียนได้เทอมนึง ก็จะเป็นบ้า เห็นถึงความแตกต่างของวิทย์กับศิลป์ชัดมากๆ
ไม่ใช่ในแง่อันไหนดีกว่าหรอก แต่เป็นแง่อันไหนลำบากกว่าตังหาก

ดูอย่างตารางสอบก็รู้แล้วว่ามันโคตรไม่ยุติธรรม
สายศิลป์สอบเสร็จลัลล้าไปแล้วตั้งกะบ่ายสอง สายวิทย์สี่โมงยังทำไม่เสร็จ

เด็กศิลป์ญี่ปุ่นห้องห้าหอบข้อสอบมาให้เพื่อนผมห้องวิทย์ติวให้ก็มี
(มันเรียนภาษาข้างนอกด้วย เก่งมาก)
เด็กศิลป์ได้คะแนนวิชาคณิตเยอะกว่าเด็กวิทย์ก็มี

สรุปก็คืออยู่ที่จุดประสงค์แล้วก็ความฝันของเราล่ะนะ 'w'
คำพูดที่ว่า"เลือกไม่ถูก ไม่รู้จะไปทางไหนเข้าวิทย์ไปก่อนละกัน"
มีไว้สำหรับคนที่เป้าหมายในอนาคตยังไม่ชัดเจนน่อ
เพราะสายวิทย์เข้าได้ทุกคณะ เข้าไว้ก่อนก็ยังมีเวลาคิดอีก3ปี

ไม่เกี่ยวกับว่าจะไปได้ไกลหรือไม่ไกลหรอกนะ^^"
แค่ทางเลือกมันเยอะกว่าเท่านั้นเอง

ป.ล. ถ้ามีความฝันแล้วมีความถนัด เลือกสายตามนั้นจะมีความสุขมาก

ป.ล.2 การเลือกสายสำคัญถึงแค่ตอนเอนท์เข้ามหาลัยเท่านั้นแหละ

#3 By MaaYa [LinE] v. Valentine on 2007-10-30 21:06

ผม...ไม่เครียดเลยครับกับตอนที่ต้องเลือกสาย เพราะผมรู้ตัวแน่นอนว่าสมองสุนัข(โง่ๆ)ปัญญากระบืออย่างผมคงไม่พ้นต้องไปสายศิลป์ อีกอย่างก็...ชอบสายศิลป์ด้วยล่ะครับ แต่ยังไงก็...ผมคิดว่าตัวเองชอบอะไรก็ควรจะไปทางนั้นนะครับ...?sad smile
อืม...

กะลังเลือกสาย งั้นก็ต้องเป็นน้องสินะ

คำพูดและก็ความคิดของคนอื่น และหลายคน อาจจะคิดว่า

"สายวิทย์ เก่งกว่าสายศิลป์"

และ

"สายวิทย์ทำข้อสอบสายศิลป์ได้ สายศิลป์ทำข้อสอบสายวิทย์ไม่ได้"

แต่พี่จะบอกให้นะ ว่ามันไม่จริงหรอก

เพราะเด็กวิทย์ไม่สามารถเข้าเรียนที่จุฬาในคณะอักษรเอกญี่ปุ่นได้

"ไม่ว่าจะได้คะแนนสูงแค่ไหนก็ตาม"

และในมหาวิทยาลัยอื่นๆก็เช่นกัน

สัดส่วนของคะแนนญี่ปุ่นกับภาษาอังกฤษในการยื่นเข้า...

มันมากมาย ขนาดที่ว่า เด็กวิทย์ไม่สามารถเอาคะแนนมาสู้กับเด็กเก่งๆที่เรียนสายนั้นมาโดยตรงได้...

และถึงเข้ามาได้...

พี่ก็มีตัวอย่างให้เห็น ว่าเพื่อนในคณะหลายคน เรียนสายวิทย์ แต่สอบเอ็นท์เข้ามาสายศิลป์ ด้วยหลายเหตุผล

"คะแนนไม่ถึงสายวิทย์มหาลัยดังๆ"

หรืออาจจะ

"อยากเรียนสายศิลป์มากกว่า"

ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง พี่ก็ดีใจด้วย ที่เค้ากลับตัวมาเลือกทางของตัวเองได้ถูก

แต่ถ้าเป็นอย่างแรก มันจะเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจมาก

"เพราะมันเป็นการแย่งที่เด็กสายศิลป์ชัดๆ"

ทั้งที่ไม่ได้อยากเรียน แต่เพราะไม่มีที่เรียน เลยต้องมาเบียดที่คนอื่น เพื่อให้ตัวเองรอด

แล้วความฝันของเด็กสายศิลป์ล่ะ?

แต่ก็ช่างเถอะ เพราะยังไง พวกที่มาเรียนเพราะไม่มีที่ไป

มหาลัยที่เรียนภาษาโดยตรง ยังไงๆก็รอดยาก เพราะพื้นฐานสามปี กับพื้นฐานสามเดือน มันต่างกัน - -

พี่ว่า คำพูดที่ว่า "เด็กสายวิทย์สอบของสายศิลป์ได้ แต่เด็กสายศิลป์สอบของสายศิลป์ไม่ได้"

มันก็เป็นแค่คำพูดที่ตื้นๆและก็เห็นแก่ตัวของคนที่คิดเอาแต่ได้เท่านั้น

น้องต้องถามตัวเองก่อน ว่าชอบอะไร ชอบทางไหน ก็ไปให้สุดๆ

เพราะไม่ว่าสายไหน ถ้ามัวแต่ครึ่งๆกลางๆก็คงไปไม่รอดเหมือนกันทั้งนั้น...

ส่วนเรื่องเงินเดือน ใครบอกว่าสายวิทย์เงินดีกว่าสายศิลป์

พี่มีข้อเปรียบเทียบให้นะ

สายศิลป์ - เป็นล่าม ทำงานแปลเวลาว่าง รับจ๊อบให้บริษัทต่างชาติ และเป็นไกด์ได้ในเวลาเดียวกัน แล้วยังเป็นงานที่เรารักอีกต่างหาก

กับ

สายวิทย์ - งานที่หาง่ายสุดคือพญาบาล จบ

เพราะพญาบาลเป็นงานที่หาง่ายและต้องการคนอยู่ตลอด

และงานที่ได้เงินดีๆมากๆจริงๆก็คือหมอ กับ สถาปนิก และวิศวกร ซึ่งแออัดไปด้วยผู้คนที่มีความเชื่อเหมือนกัน

ว่า

"เงินดี"

และแห่กันเข้ามาเรียน จบออกไปแย่งงานกันทำ

ก็น่าจะเห็นเป็นข่าวกันอยู่

ว่าหมอเองก็ยังตกงานได้

พี่ว่า ทำอะไรที่ใจเรารักอะ ดีที่สุด

เพราะอะไรในโลกก็ไม่แน่นอนหรอก

ขอให้เราเต็มที่กับสิ่งที่เรารัก และก็มีความสุข นันมันก็พอแล้วนะ พี่ว่า

และพี่ขอทิ้งอะไรไว้นิดนึงละกัน สำหรับเด็กสายวิทย์ ที่คิดว่าสายศิลป์มันมีไว้สำหรับเด็กไม่ฉลาด

และสำหรับเด็กสายศิลป์ ที่กำลังดูถูกตัวเองอยู่

อย่าลืมนะครับ ว่า

"ตำราวิทย์ทุกเล่มที่เป็นภาษาไทย ก็ล้วนแต่แปลด้วยฝีมือของผู้ร่ำเรียนวิชาของสายศิลป์ทั้งสิ้น"

การจะเอาสองสายมาเทียบกัน ว่าต่างกันตรงไหน อะไรดีกว่ากัน

"เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้"

เพราะมันก็เหมือนของคนละอย่างกัน ดอกไม้กับก้อนเมฆ น้ำกับท้องฟ้า

ใครจะตอบได้ละครับ ว่าอะไรที่ทำให้มันสำคัญมากน้อยไปกว่ากัน

ความต่างนั้น มันขึ้นอยู่กับน้องเอง

ถ้าน้องชอบสายไหน สายนั้นก็ดี และสำคัญ

เหมือนพี่ที่เรียนศิลป์ญี่ปุ่นมาตั้งแต่ม.ปลาย

จนตอนนี้เรียนศิลป์ญี่ปุ่นอยู่ที่อักษร ม.ศิลปากร

คะแนนแอดมิชชั่น เจ็ดพันสี่กว่าๆ

โดยตลอดเวลาที่เรียน พี่มีความสุข และได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ได้เล่นเกม ดูทีวี ฟังเพลงสบายๆ และไม่เคยเรียนพิเศษที่ไหน

พี่ว่าพี่ชอบชีวิตของพี่แบบนี้น๊า...จริงๆ

และพี่ก็รักสายที่พี่เรียนมาก รักภาษาญี่ปุ่นมาก มากจริงๆ

ตอนนี้ก็ถึงตาน้องแล้วล่ะ ว่าชอบอะไร

แล้วก็ทำให้มันสุดๆ

เพราะชีวิตมันเป็นของเรา

ไม่มีความจำเป็นต้องไปฟังคนอื่นให้มากมายนักหรอก

พยามเข้านะนู๋น้อย
ฮ่ะๆ จริงๆตอนเราไปเลืกสายที่โรงเรียนน่ะนะ มีเพื่อนคนนึงจะลงเรียนสายวิทย์แล้วต่อคิวรอส่งใบเลือกสายอยู่ แต่แล้วตอนที่มันกำลังจะยื่นใบให้อ.ไป มันกลับไปยืนแถวสายศิลป์(ที่ไม่มีใครต่ออยู่เลย)แล้วบอกอ.อีกท่านว่า เลือกสายศิลป์ค่ะ ปรบมือกันทั้งห้องเลยล่ะ sad smile

เราเองก็เป็นคนนึงที่เรียนสายวิทย์มานะ แต่ลงท้ายก็มาเรียนนิติศาสตร์ที่น่าจะไปทางสายศิลป์มากกว่า คะแนนเอนท์เขวี้ยงทิ้งไปเลย ฮา~

ทางเลือก ทางชอบของเรา เราก็ต้องเลือกเองแหละนะ เพียงแต่สภาพสังคมตอนนี้มันกดดันอะไรหลายๆอย่าง พ่อแม่ผู้ปกครองเลยกังวลกับบุตรหลานมากกว่าปกติเป็นเท่าตัว ไม่แปลกหรอกที่จะเครียดเรื่องพวกนี้ตอนนี้น่ะ

#6 By 『KonekoRei』1859 Is Love♥ on 2007-10-31 01:28

"เด็กสายวิทย์ทำข้อสอบเด็กสายศิลป์ได้ แต่เด็กสายศิลป์ทำของเด็กสายวิทย์ไม่ได้หรอก"

คำพูดนี้ผมว่าฟังแล้วน่าสมเพชนะ

ในเมื่อมันได้เรียนสายที่คิดว่า... ขอโทษเถอะนะ "Inwแล้ว" มันจะมาลดตัวเองมาแย่งที่เรียนของพวกสายศิลป์ไปเพื่ออะไรมิทราบ

ทุเรศว่ะ เด็กสายวิทย์ เก่งนักเก่งหนา แต่ดันมาแย่งที่เรียนกับเด็กสายศิลป์แล้วมาคุยว่าเด็กสายศิลป์สู้เด็กสายวิทย์ไม่ได้

#7 By KennyHass on 2007-10-31 09:44

อ่า..ขอแบบความคิดตัวเองคนเดียวเลยละกานนะว่า...
- อย่างน้อยวิชาเรียนก็ต่างกัน
- สายวิทย์สอบวิชาของสายศิลป์ได้หมดจริงหรือ? แล้ว..วิชาภาษาล่ะ เช่นฝรั่งเศสหรือญี่ปุ่นอ่ะ?
- การเลือกสายต้องคำนึงอนาคตอันไกลยันมหาลัยเลยแหล่ะ
- เพราะก็ต้องรู้กันล่วงหน้าแล้วว่าในวันเข้ามหาลัยเราจะไปเรียนอะไร มันจะต้องเดินทางสายไหน..!!
- ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณ..ยังไม่รู้เลย!!
นึกได้แค่นี้ละ
อ่อ..สุดท้าย จงเลือกในสิ่งที่คุณคิดว่าใช่แล้วต้องทำได้ และจงคิดอย่างถี่ถ้วนในสิ่งที่คุณคิดว่าใช่แต่ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ (งงมะนี่ สรุปคือคิดเยอะๆ น่ะนะ เหอๆ)sad smile

#8 By Evil eye on 2007-10-31 10:11

ทำเรื่องที่ตัวเองอยากทำ และทำแล้วมีความสุขก็พอ วิทย์-ศิลป์ ไม่ใช่ตัวกำหนดอนาคต

บางทีเราเรียนตั้งแต่ประถมจนจบมหา'ลัย ถึงเวลาไม่ได้เอามาใช้สักอย่างก็มี

ปล.ท่านพี่ก็จบสายวิทย์ ต่อสายศิลป์ จบมาไม่ได้ใช้สักอย่างquestion เพิ่งมารู้ตัวหลังจากนั้น นานมาก ว่าจริงๆ ตัวเองมีพรสวรรค์ด้านภาษา (แล้วตูจะเรียนวิทย์ไปเพื่อ...)

#9 By August on 2007-10-31 12:54

ผมก็กำลังใกล้จะขึ้นม.ปลายแล้วล่ะ ตอนนี้คิดอะไรกับอนาคตของตัวเองไม่ค่อยออกเลย มันสับสนดีจัง ช่วงม.3มันก็สำคัญอยู่นะ ถ้าผมก้าวผิด มันก็อาจจะไปไม่ได้สวยอย่างที่คิดไว้ sad smile

#10 By Zoom on 2007-11-12 21:37