[Special]::Black Bird::IV

posted on 30 Apr 2009 00:52 by sarail  in Fiction

 

 

 

 

 

 

 Black bird ::IV

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            “เมื่อฉันให้สัญญาณ นายจะทำตัวเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

 

 

            เป๊าะ...

 

 

 

 

 

 

       ภาพของผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ในสนามบินช่วงวันหยุดทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอึดอัด คนชอบปลีกวิเวกทำได้เพียงลากกระเป๋าเดินทางใบโตไปยังส่วนผู้โดยสารขาออก นัยน์ตาคู่คมกระพริบถี่ราวกับว่าภาพที่เห็นตรงหน้าไม่ชัดในสายตาเท่าไหร่นัก

 

       อาการมึนศีรษะแบบแปลกๆทำให้คนที่ยังเรียบเรียงลำดับความคิดไม่ได้แทบจะลมจับ เสียแต่ว่าทิฐิในกายมากพอที่จะไม่ให้การ์ดสนามบินมาแตะต้องตัว พาสปอร์ตปลอมกับตั๋วเครื่องบินที่เพื่อนร่วมงานให้มาตั้งแต่เมื่อคืนวานทำให้ผ่านด่านพวกนี้ไปได้สบายๆ เมื่ออาการปวดหัวหายไปร่างโปร่งก็พบว่าตัวเองนั่งอยู่บนเครื่องแล้ว..

 

      สิ่งเดียวที่คิดออกในตอนนั้น คือหลับยาวไปจนถึงสเปนเลยก็ดี...

 

 

 

 

   บางทีถ้าเขาตื่นมาอีกครั้ง อาจจะจำสาเหตุของอาการมึนหัวนี่ออกก็ได้...

 

 

 

 

 

 

 

 

    “ขอยาแก้ปวดหัวหน่อยได้มั้ยครับคุณผู้หญิง” เสียงนุ่มเอ่ยกับแอร์โฮสเตทที่เดินผ่านหน้าเขาไปทันทีที่ตื่นขึ้นมา เธอดูประหลาดใจไม่น้อยที่แขกระดับเฟิร์สคลาสเรียกพนักงานอย่างเธอแบบนั้น สีเรื่อระบายบนใบหน้าเขินอาย ก่อนร่างบอบบางในชุดเครื่องแบบนั้นจะพยักหน้าแล้วรีบจัดการให้ตามสั่ง

 

    มิเกลเหลือบมองหน้าต่างทรงกลมที่อยู่ห่างจากที่นั่งตนไม่เท่าไหร่ เขานั่งอยู่ด้านปีกซ้ายของเครื่อง ระยะห่างระหว่างที่นั่งตนกับแขกคนอื่นกว้างเสียจนจะย้ายไปนั่งตรงไหนก็ได้สบายๆ ร่างโปร่งขยับตัวเองไปนั่งริมทางเดินเพื่อจะได้มองเห็นอะไรชัดถนัดตาขึ้นบ้าง ที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาสเงียบเหงาเสียจนน่าใจหาย นึกไม่ถึงเลยว่าพวกตอนกลางกับปลายจะแออัดกันขนาดไหนในช่วงวันหยุด ร่างโปร่งถอนหายใจพลางหยิบคู่มือที่เสียบหลังเก้าอี้ตัวหน้ามาเปิดผ่านๆพลางคิดอะไรไปเรื่อย

 

     เหมือนมีอะไรแปลกไป...

     เกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนบ้างนะ...

     เจ้าหัวไม้ขีดให้นี่มาแล้วเดินไปส่งที่รถ

 

      แล้วมีอะไรอีก...

 

       เมื่อคืนกลับดึกคุณพ่อน่าจะว่า แต่กลับไม่มีภาพของบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาอยู่ในความทรงจำ

 

      “โอ๊ย..” อาการปวดศีรษะวาบเข้ามาเหมือนแสงแฟลชก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว มือเรียวยกขึ้นแนบกับใบหน้าตนช้าๆ จะว่าเขาทานยาไม่เขย่าขวดก็ไม่น่าเป็นไปได้...

 

     “นี่ค่ะ” พนักงานสาวคนเดิมกลับมาอีกครั้งพร้อมแก้วน้ำและเม็ดยาในซอง เธอยิ้มหวานอย่างจริงใจก่อนจะเอ่ยปากว่าต้องการอะไรเพิ่มไหม เขาทำได้แค่ส่ายหน้าก่อนจะกลืนเม็ดยาสามัญประจำบ้านลงคอ จนสุดท้ายอาการปวดหัวที่มาเป็นครั้งคราวทำให้ตนต้องลุกไปห้องน้ำ หวังว่าล้างหน้าซะบ้างจะช่วยอะไรขึ้นได้

 

     ร่างโปร่งมองหน้าตัวเองในกระจก ภาพของตัวเองที่เหมือนรูปถ่ายขาวดำไม่ต่างจากเดิมทำให้ชายหนุ่มถอนหายใจ น้ำเย็นกระทบผิวกายให้ตื่นเต็มตาก่อนจะซับใบหน้าเปียกชื้นกับผ้าเช็ดหน้า ทว่าเมื่อเปิดประตูออกมาอีกทีกลับเจอคนที่ไม่คาดคิดยืนอยู่

 

      “หาตั๋วบินกลับได้แล้วเหรอครับ”

 

       “คนอย่างฉันจำเป็นต้องหาด้วยเหรอ?”

 

        ปึด..

 

       เสียงอะไรบางอย่างในตัวคนฟังบิดเป็นเกลียวเตรียมจะขาดผึง มิเกลยิ้มค้างก่อนจะเปลี่ยนไปใช้สายตาจิกกัดคนที่ทำเป็นเฉยอยู่แทน จะว่าไป..ตอนเขามองซ้ายมองขวานั่นก็ไม่เห็นหัวทองๆของสิงโตเย็บปากนั่นเลยนี่นา?

 

        ฟอเรสต้า..ฟอเรสต้าเชี่ยวชาญด้านการใช้ยาและ...

 

     อะไรอีกอย่างนะ?..

               

     น่าแปลกที่อาการปวดหัวไม่ตามมาเมื่อนึกอะไรไม่ออก สุดท้ายคนเถียงสู้ไม่ได้ก็กลับไปนั่งที่เดิมของตน อยู่ๆความคิดที่ว่าถ้านั่งริมอาจจะมองเห็นอีกฝ่ายก็ได้ชัดกว่าเลยทำให้ร่างโปร่งเปลี่ยนไปนั่งตรงกลางแทน จะอยู่ริมมันก็โจ่งแจ้งไปหน่อย..

 

      ก่อนจะหยิบหนังสือในกระเป๋ามาอ่าน..

               

           

 

    หือ?

 

 

 

    จิตวิทยาการบริหาร..

 

 

     ....

 

    สาบานกับพระเจ้า!!เขาไม่อ่านของแบบนี้แน่!!??

               

 

    มิเกลปิดหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยศัพท์การเมืองและจิตวิทยาที่ตนไม่คิดว่าน่าจะใส่กระเป๋ามาได้ในทันที หนังสือเล่มหนาปกแข็งบุกำมะหยี่หนักมากพอที่จะทุบศีรษะนักบินให้สลบได้ไม่ยากทำให้น่าแปลกใจว่าไม่มีใครมองของแบบนี้เป็นอาวุธบ้างหรือไง แต่ที่สำคัญ.. เขาแน่ใจว่าไม่ได้ใส่มันมาตอนเตรียมของหรอกนะ?? ไม่สิ อยู่ที่บ้านยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ!

 

    หลังจากคิดไม่ตกกับวัตถุปริศนาในกระเป๋า สุดท้ายมือเรียวจึงโยนมันกลับที่แล้วหยิบหนังสือพิมพ์ที่ซื้อที่สนามบินมาอ่านแทน

    พลางเห็นหัวสีทองไหวๆเดินกลับจากห้องน้ำ ร่างโปร่งรีบหลบหน้าตัวเองไว้หลังกระดาษรีมต่ำ พลางสังเกตว่าคนคนนั้นนั่งอยู่ระนาบเดียวกับตนแต่อยู่ฝั่งปีกขวาของเครื่องบิน แถมยังนั่งชิดทางเดินจนเห็นได้ชัดอีกต่างหาก

 

   หนุ่มผมดำตัดสินใจกับตัวเองว่าที่นั่งเฟิร์สคลาสใครจะเปลี่ยนที่ไปใกล้ไกลยังไงก็ได้เพียงแค่ให้อยู่ในอาณัติจำกัด ไม่ว่าจะเรื่องบังเอิญหรือพรหมลิขิตก็ตามทีที่ระหว่างด้านซ้ายกับขวาตรงกลางนั้นไม่มีแขกนั่งเลยสักคนทำให้นัยน์ตาสีเทานั้นเหลือบไปเห็นหน้าปกหนังสือที่บอสแห่งฟอเรสต้าดูจดจ่อสนใจดีซะเหลือเกิน

 

    Cosmopolitan…

 

   For men…

 

    …..

 

 เป็นครั้งแรกที่รู้สึกร้อนๆหนาวๆแม้ว่าจะไม่ได้สบตาคู่นั้น ร่างโปร่งกระพริบตาปริบราวกับว่าถ้าลองดูหลายๆครั้งปกหนังสืออาจจะเปลี่ยนไปก็ได้แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล รูปของนายแบบหนุ่มหน้าตาดีทำท่าจิกกล้องเหมือนจะกระชากสายตาคนมองให้ซื้อให้ได้เมื่อมันวางอยู่บนแผงทำเอาขนลุก ทั้งที่พยายามไม่คิดอะไรกับรสนิยมคนอื่น.....

 

  .....

 

อยู่ๆมิเกลก็ตระหนักได้ว่าตนเป็นพี่ชายที่ดีขนาดไหน

 

 

....

 

ร่างโปร่งแค่นหัวเราะกับตัวเอง ถ้านี่เป็นการ์ตูนขาวดำเขาคงมีบรรยากาศมาคุอยู่รอบตัวกับฝ่ายนั้นที่เบิกบานอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ล่ะกระมัง? มิเกลถอนหายใจยาวพลางทำเป็นไม่รับรู้สิ่งที่เห็นเต็มๆตาเมื่อครู่

                               

 

“มิเกล”

 

  เฮือก!!!

 

 

 

  เจ้าของชื่อสะดุ้ง เสียงทุ้มนุ่มที่พึ่งได้ยินไปหมาดๆนั่นทำเอาขนลุกขนพอง ทว่าเมื่อหันไปข้างๆปรากฏว่าอีกฝ่ายยืนค้ำหัวตนอยู่จริงๆ

 

    ใบหน้าเฉยชาที่มองลงมากับหนังสือคอสโมในมือเป็นภาพที่ไม่เข้ากันสักนิด..

 

   “มีอะไรให้ช่วยเหรอครับ” ร่างโปร่งตอบไปด้วยความระมัดระวัง พยายามควบคุมสายตาตัวเองให้หยุดนิ่งอยู่ที่คู่สนทนา ไม่ใช่แอบเหลือบมองหน้าปกนายแบบกล้ามเป็นมัดอยู่เนืองๆ

 

     “นายว่า..สควอลโล่เหมาะกับชุดไหน”

 

      “หา”

 

  มิเกลนิ่งอึ้งไปกับคำถามพิลึกกึกกือจากหนุ่มหน้านิ่ง ไม่ถึงนาทีคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆนั่นก็ลงมานั่งข้างๆอย่างถือวิสาสะ

 

  “สีขาวก็ดีนะ ว่าไง?”

 

    “เอ่อ..” ร่างโปร่งยังปรับอารมณ์ไม่ทันกับท่าทีของคนตรงหน้า แต่ทว่าเมื่อหันไปจะแย้งร่างสูงกลับอยู่ห่างกันไม่ถึงเซน แววตานิ่งเฉยราวกับว่าตนกำลังเจรจาธุรกิจร้อยล้านกับคู่ค้าทำเอามิเกลวางตัวไม่ถูก ทั้งที่หน้ากระดาษมันเงาที่อีกฝ่ายเปิดอยู่มันนิตยสารแฟชั่นชัดๆ!!

 

   “หืม?”

 

  “แค่เลือกก็พอใช่มั้ย!?” หน้าคนเข้ามาใกล้ยิ่งทำให้หัวใจจะวาย ร่างโปร่งเผลอขึ้นเสียงไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ทันไร สายตาตำหนิของแขกคนอื่นก็หันมามองต้นกำเนิดเสียงทันที อะไรบางอย่างทำให้ชายหนุ่มรู้สึกหน้าชาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ... เพราะใครกันเล่า!?

 

  มือเรียวคว้านิตยสารเล่มหนาในมืออีกฝ่ายมาพลิกไล่สายตาอย่างรวดเร็ว ภาพหนุ่มเกือบเปลือยกายทาน้ำมันที่ผิวให้ถ่ายรูปสะท้อนแสงมันปลาบทำเอามือที่เปิดหน้ากระดาษนั้นเย็นเฉียบ แต่กระนั้นสุดท้ายร่างโปร่งก็หยุดอยู่ที่โค้ทขนเฟอร์สีดำสนิทซึ่งนายแบบผิวขาวท่าทางบอบบางใส่อยู่แค่ท่อนบน มิเกลไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่าจบเรื่องบ้าๆนี่ซะแต่ปรากฏว่า..

 

 “ตัวเดียวกับที่ฉันดูอยู่เลยนะ”

 

โกหก!! เมื่อกี้คุณพูดว่าสีขาวไม่ใช่เรอะ!!??

 

ก็ได้แค่คิดในใจเหมือนทุกทีนั่นแหละ...

 

“รสนิยมตรงกับคุณ ผมไม่ดีใจหรอกนะครับ” มิคาเอลดันหนังสือเล่มนั้นกลับไปพลางเสมองหน้าต่าง ร่างโปร่งสูดหายใจลึกราวกับว่าจะช่วยให้ข่มสติอารมณ์ได้ ทว่าอยู่ๆชายหนุ่มก็ต้องนิ่วหน้ากับอะไรบางอย่างที่ปลายนิ้ว ความเจ็บแปลบแล่นเข้าตรงสมองจนมือเรียวต้องยกขึ้นมาดู..

 

โลหิตสีฉานร่วงหล่นจากรอยขีดที่ปลายนิ้ว เชื่อมเป็นทางราวธารน้ำไหล เปื้อนแขนขาวราวกับสีน้ำมันแต้มบนผืนผ้าใบ...

 

ในเวลาแบบนี้ยังมีอารมณ์คิดเป็นรูปเสียอีก..

 

 “หือ” ร่างโปร่งเดาเอาว่าเป็นเพราะรีบกรีดหน้ากระดาษเมื่อครู่ คงโดนบาดเข้าให้ ไม่ได้รีบร้อนจะเช็ดซับอะไรนักหนา แต่พอนึกขึ้นได้ว่าถ้าเลือดหยดเปื้อนเบาะไปคงไม่สวยแน่ มืออีกข้างจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าจากในกระเป๋าว่าจะซับ ทว่าอยู่ๆคนที่นั่งข้างๆก็คว้าแขนเขาไปเฉย

 

“จะทำอ. ..!!??

ไม่ทันให้ตั้งตัว ปลายลิ้นร้อนแนบจากสุดของหยดเลือดช้าๆราวกับจะซับไม่ให้ของเหลวนั้นเสียเปล่า มิเกลพูดอะไรไม่ออกเมื่อริมฝีปากของอีกฝ่ายกดย้ำที่ต้นตอของสีแดงฉานนั้น นัยน์ตาคู่คมที่ว่าเย็นชานักหนากลับทำให้รู้สึกถึงเปลวไฟสีน้ำเงินเสียมากกว่า ทั้งที่ไม่ได้โดนจับแต่กลับขัดขืนไม่ได้แม้แต่นิด...

 

  เมื่อครู่แค่หน้าชา แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวไปกับสัมผัสจากคนที่ฉวยโอกาสจากตนเต็มๆ

 

“มาสิ” ห้วงคำนึงถูกขัดด้วยคำพูดเรียบเฉย ร่างสูงยื่นมือมาราวกับรอท่า มิเกลพึ่งรู้สึกตัวได้แต่นิ่งอึ้งก่อนจะยัดผ้าเช็ดหน้าใส่มืออีกฝ่าย เลโอเน่รับผืนผ้าขาวมากดปากแผลไว้หลังจากตนถอนริมฝีปากออก พลางมองหน้าคนที่ตัวเองเพิ่งล่วงเกินไปเต็มๆอย่างไม่รู้สึกรู้สา

 

“มีอะไรติดหน้าฉันงั้นเหรอ?”

 

            ให้ตายเถอะ!!

 

                มิเกลขึ้นเสียงอยู่ในใจ ทำไม..!!?? เรื่องเมื่อครู่เป็นปกติสามัญของราชสีห์แห่งฟอเรสต้าหรือไงถึงได้ดูเฉยชาเสียเต็มประดา!

 

                นายรังเกียจ?”

 

                เสียงทุ้มนุ่มถามราวรู้ใจ แต่อย่างน้อยก็ขอบคุณมากที่ระลึกได้ซักทีว่าคุณทำอะไรลงไปน่ะ!?

 

                มิเกลเม้มริมฝีปากก่อนจะเอ่ยตอบ

 

                “...ผมจัดการเองได้” ร่างโปร่งว่าพลางเตรียมลุกไปล้างแผลอีกรอบ ถึงจะไม่อยากยอมรับ..แต่เลือดก็หยุดไหลแล้วจริงๆ ทว่าสีแดงนั้นขึ้นไปสูบฉีดบนใบหน้ามากกว่าปกติทำเอาหน้าซีดๆของชายหนุ่มดูมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง เจ้าตัวคงไม่รู้ว่าตนเองน่ามองกว่ายามปกติขนาดไหน..

 

                “หวานมากเลยนะ”

 

                คำพูดสั้นๆนั้นทำให้มิเกลหันขวับ ปรากฏว่าเห็นร่างสูงเปิดดูหนังสือหน้าที่โฆษณาขนมหวานแล้วมิเกลรู้สึกเหมือนตัวเบาโหวง ร่างโปร่งได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะผละตัวไปทำแผลให้เรียบร้อย..

 

                หารู้ไม่ว่าราชสีห์หนุ่มแห่งฟอเรสต้านั้นแอบหัวเราะอยู่เงียบๆ..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                “อีกนานเท่าไหร่ครับ?” ร่างโปร่งเอ่ยกับแอร์ของสายการบินคนเดิม ชายหนุ่มยืนพิงผนังพลางเสยผมอย่างหงุดหงิด แอบเหล่มองไปยังที่นั่งริมหน้าต่างนั้น ราชสีห์ตัวดีที่ทำให้เขานั่งไม่ติดที่ยอมกลับที่พำนักไปแล้ว...

 

                “ประมาณสองชั่วโมงค่ะ”

 

                “งั้นเหรอ..” มิเกลลากเสียงพลางมองปลายนิ้วตนที่มีพลาสเตอร์แปะเรียบร้อย อารามหงุดหงิดใจเสียจนว้าวุ่นไปหมด

 

                จริงอยู่ว่าเขาคนนั้นไม่ได้ทำอะไร...ผิดปกติ...

 

            แต่ทำไมเขารู้สึกว่าเขาควรจะขยะแขยง?

 

                ถึงอีกฝ่ายจะไม่ใช่ศัตรู...แต่ทำไมกลับรู้สึกว่าไว้ใจไม่ได้?

 

                แอร์สาวเห็นใบหน้าคมนิ่งไปก็แทบสะดุ้ง กลัวว่าตนเองไปทำอะไรผิดใจลูกค้าเฟิร์สคลาสตอนไหน ทว่าคนข้างกายกลับเอ่ยปากต่อคลายกังวลราวรู้ใจ

 

                “จะว่าไป ผมมานี่ยังไม่ได้จองตั๋วโรงแรมเลย มีที่ไหนดีๆพอจะแนะนำได้บ้างรึเปล่าครับ?”

 

                “ปลายทางที่ Madrid โรงแรมที่ขึ้นชื่อก็...”

 

 

 

 

 

               

 

            ตุบ..

 

                ร่างโปร่งทิ้งตัวกับเตียงนุ่มของห้องกว้างสไตล์โมเดิร์น สีดำของผ้าห่มตัดกับหมอนใบขาว มิเกลฝังหน้ากับพื้นผ้าห่มอุ่นๆผิดกับอากาศภายนอกที่เย็นเยียบของเดือนมกรา นึกอยากจะนอนหมกตัวอยู่แต่ในนี้ทั้งเดือนรอจนเสร็จธุระของเพื่อนแล้วค่อยกลับแต่ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยาก หากบวกลบคูณหารค่าโรงแรมห้าดาวแบบนี้แล้วคนเช็คบัญชีเขาคงได้วีนแตกแน่...

 

                แต่เท่านี้ก็ถือว่าหนีมาได้รอดปลอดภัย...ระดับหนึ่ง

                ไม่เห็นแม้แต่เงาของคนของเจ้าตี๋..ดูเหมือนว่าจะไม่กล้าแหยมในเขตที่ตัวเองไปหาเรื่องเขาก่อนจริงๆ

 

            รู้สึกเหมือนลืมอะไรไปซักอย่าง?

                มิคาเอลขมวดคิ้วพลางพลิกตัวจากที่นอนคว่ำหน้าอยู่เป็นเอนกายกับพนักหัวเตียง ร่างโปร่งคิดสะระตะเท่าไหร่คำตอบก็ไม่ปรากฏจนสุดท้ายเขาก็ได้ข้อสรุปว่าเดี๋ยวถึงเวลาจำเป็นมันคงจำได้เองนั่นแหละ

 

                Trrrrr…

 

                เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นจากโค้ทที่ถอดทิ้งไว้ปลายเตียง ชายหนุ่มเบ้ปากก่อนจะลุกชันเข่าไปรับเครื่องมือสื่อสารที่ส่งสัญญาณกวนใจเขาเหลือเกิน

 

                “ครับ?”

                โทรศัพท์เครื่องนี้ถูกดัดแปลงเสียจนต่อให้ไม่ใช่ในอิตาลีก็ใช้ได้ เพราะฉะนั้นร่างโปร่งจึงไม่แปลกใจที่หน้าจออิเล็กทรอนิกส์จะโชว์เบอร์เพื่อนเก่า เพียงแต่...

 

                               “มิกกี้ ฮืออออออออ”

 

                เสียงโหยหวนจากปลายสายทำเอาคนฟังต้องยื่นโทรศัพท์ออกห่างหู ร่างโปร่งถอนหายใจก่อนจะกดลุกขึ้นไปนั่งที่โซฟาปลายเตียงแทน

 

                “ใจเย็น...แองจี้ สูดหายใจลึกๆกับผ้าเช็ดหน้านั่นแหละ ดีมาก..”

 

                ปลายสายรู้ดีว่าสภาพคนโทรมาตอนนี้เป็นยังไง พลางเอ่ยให้ปฏิบัติตามอย่างใจเย็นราวกับเป็นเรื่องปกติ ใช่ มันเป็นอะไรที่สามัญมากสำหรับแม่สาวปลายสายนั่น เพียงแต่ถ้าเป็นคนทั่วไปอาจจะสยองได้ง่ายๆเท่านั้นเอง

 

                        “ฮึก..อ่ะ..ฮือ.. มิก..”

 

                “เงียบน่า ฉันฟังอยู่”

 

                        “..อึก..ขอบคุณนะ..ฮึ..ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน”

 

                “สเปน เตรียมมางานแต่งเธอไง”

 

                         “ฮืออออออออออออออออออออออออออ”

 

                เสียงกรีดร้องจากต้นทางทำเอาร่างโปร่งตัดสินใจเปิดลำโพงแล้ววางเครื่องมือสื่อสารนั้นไว้ข้างตัว ก่อนจะกดรีโมททีวีเปิดเครื่องดูสารคดีสัตว์โลก..

 

                “คราวนี้เรื่องอะไรอีกล่ะ พ่อหนุ่มนั่นโยนเธอทิ้งทั้งที่จะแต่งกันเดือนหน้ารึไง?” มิเกลแกล้งเอ่ยเดาไปอย่างนั้นเพราะคิดว่าคนที่บ้าบิ่นขนาดแต่งกับผู้หญิงอย่างแองเจล่าได้คงไม่ปอดแหกโยนสาวเจ้าทิ้งกลางคันแน่ ทว่า...

 

                       “ฉันจะฆ่ามันให้ตายเลย!!!!

 

                น้ำเสียงที่เอ่ยมานั้นไม่เหมือนคนที่ร้องไห้จะเป็นจะตายเมื่อครู่ มิเกลนิ่งอึ้งไป ตกลงเมื่อครู่ที่เขาแซวไปเล่นๆนั่นเป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ? แล้วนี่อุตส่าห์บากหน้ามาถึงสเปนเพื่ออะไรกัน?

 

                “ถ้างั้นก็ไปฆ่าสิ...”

               

                ริมฝีปากได้รูปเอ่ยราวเป็นเรื่องธรรมดา มือเรียวที่กดรีโมทคอนโทรลเปลี่ยนเป็นช่องหนังฆาตกรรมเลือดสาดที่เหยื่อสาวหุ่นอวบอัดในชุดขาดวิ่นกำลังวิ่งหนีฆาตกรโรคจิตถือมีดในเงามืด

 

                ..ของแบบนั้น ถ้าไม่ใช่นักฆ่ามืออาชีพ หั่นกระดูกไม่เข้าหรอก..

 

                ไร้สาระจริงๆ

 

                ร่างโปร่งคิดในใจพลางเปรียบเทียบกับเรื่องที่ได้ยินผ่านหู นี่ก็พอกัน...

 

                        “ฉันฆ่ามันไม่ได้มิกกี้!! ฮึก.. ฮือออออ”

 

                แองเจล่ากลับมาฟูมฟายอีกครั้ง มิเกลถอนหายใจเฮือกใหญ่ อารมณ์ที่ดีขึ้นมานิดนึงเมื่อได้สัมผัสเตียงโรงแรมห้าดาวเปลี่ยนเป็นทิ้งดิ่งลงเหวเมื่อแม่สาวเจ้าโทรมาบอกว่างานแต่งไม่มี

 

                “ทำไมเล่า!เจ้าบ่าวเธอมันจับยากนักรึไง!!

 

                                 “คนที่ฉันจะฆ่าไม่ใช่เขา!!

 

                “แล้วใครกันล่ะฮะ!!??

 

                          “เลโอเน่ ฟอเรสต้า!!!

 

                นิ้วเรียวกดปุ่มชัทดาวน์ทันทีโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC  :: ต่อตอนหน้า...

- Cosmopolitan เป็นนิตยสารสำหรับสาวออฟฟิศ เรื่องเครื่องสำอาง แฟชั่น ฮอลลีวู้ด และ..เรื่องเลิฟ -///- "สำหรับผู้ใหญ่" แต่ไม่โจ๋งครึ่มมาก อนึ่งนั้นจึงมี Cosmo Men ออกมาตีตลาดในหมู่บุรุษเพศด้วย เอิ้ก...

 

 

 

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม ขอบคุณคอมเม้นต์ของท่านรัก TT^TT เอนทรี่ตอนก่อนหน้านี้ทำใหู้รู้สึกว่ายังมีชีวิตอยู่จริงๆ OTL สุดท้ายแล้วไม่ว่าเป็นฟิคเรื่องอะไร เราก็ทำได้แค่พูดว่าขอบคุณทุกครั้งเลยสิน่า.. ////

 

SARAIL

ตอนนี้ไม่มีอะไรจะบ่นมาก นอกจาก...

 

โดเสร็จแล้ว อ๊ากกกกกกกกก อยากสครีมล้านแปด!!!!

 

edit @ 30 Apr 2009 01:01:50 by SARAIL::llWynfrieda@BT

edit @ 30 Apr 2009 01:04:58 by SARAIL::llWynfrieda@BT

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ลูกขาขอเจิมก่อนน=[]=(กว่าแถบคอมเม้นจะขึ้นรอนานมาก เน็ตย่ำแย่สุดๆ)

จะมาเม้นอีกรอบ อยากเจิมกับชาวบ้านเขามั่ง(หัวเราะ)
สงสัยวิธีที่เลโอทำแผลให้มิกกี้ มันได้ผลจริงๆหรอ?O_O?(แต่ถ้าผลทางจิตใจ ได้นะ โดยเฉพาะคนอ่าน 55555)

เลโอไปทำอะไรสาวเจ้าอีกล่ะนั่น= =?

อยากให้มิกกี้นึกออกไวๆ อยากเห็นเอฟเฟคก๊ากกกก(รู้สึกลูกจะเป็นอะไรกับเอฟเฟคมากๆ)
ฆ่าเลยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ = =+

ฆ่าสิงโตบนเตียงเลยมิกกี้!!!

ถึงจะอ่านมาแล้วแต่ก็....เลโอคุง...จิตได้อีก open-mounthed smile

#3 By Mukkuk on 2009-04-30 02:53

กรี้ดดดดดด(ก่อนเม้นต้องกรีดร้องทุกรอบสินะ)

พี่ซาค่ะ เซอร์วิสมากๆระวังคนอ่านหัวใจวายนะค่ะ(หนึ่งในนั้น)=////=~
เลือดมิกกี้นะหวานมากใช่ไหมอีโรคจิต(แต่หล่อ)

ก่อนหน้าประโยคแรกของตอนมันต้องมีอะไรที่มากกว่าจูจุ๊บแน่ๆเลยย โฮกก
เลโอเน่แกทำิะไรมิกกี้/เจ้าสาวแองจี้ กันแน่ (กรีดร้อง)
/นอนดิ้นรอตอน 5

#4 By †Saji卐 on 2009-04-30 12:42