[Denunci]Chapter 29
posted on 29 May 2009 13:01 by sarail in FictionChapter: 29
Fandom: KHR
Timeline: หลังศึกชิงแหวน
Pairing: PG-13
Note: รันเลขตอนไม่ตรงกับในเล่มน่อ
-----------------------
“นายน่ะแย่ที่สุด”
“โหดสารพัด ไม่สนใจกันบ้างว่าฉันเจ็บ แล้วยังจะทำตัวงี่เง่า บางทีก็งอแงเป็นเด็กไม่รู้จักโต”
ข้อเสียตั้งแต่สมัยที่เจอกันแรกๆจนมาถึงปัจจุบันที่เปลี่ยนแก้ไม่หายซักทีถูกบ่นสบถยาวเป็นหางว่าว
“พอจะทิ้งก็ทิ้งกันง่ายๆ พอคนอื่นเขาจะเอาก็ไม่ให้ ยิ่งกว่าเด็กหวงของเล่น ...หวงก้างชัดๆ”
ก่อนที่จะได้พูดอะไรต่อ คนถูกว่าจึงสวนขึ้นมาบ้าง
“แล้วไง?”
แค่สองพยางค์แต่กลับทำให้สควอลโล่เถียงกลับไม่ออก ไอ้คุณบอสที่เคารพรักยิ่งผู้ไม่รู้สึกรู้สากับคำด่าที่เขาเพียรจะทำให้ชายหนุ่มสำนึกผิดบ้าง ทำเอาคำพูดที่กลั้นอยู่ในลำคอหายไปดื้อๆ
“แล้ว...นายยังคิดว่าฉันจะยอมกลับไปให้นายโขกสับง่ายๆน่ะนะ?”
“แกก็รู้นิสัยฉัน” แซนซัสว่า ไม่ได้เติมต่อไปว่าคนตรงหน้าน่ะรู้ใจตนมากที่สุด แต่เรื่องง่ายๆกลับไม่รับรู้เหมือนกับชาวบ้านเขาสักที
ถ้าอยากได้ก็ต้องได้ ถ้าพูดว่าได้ก็คือทำได้
นิสัย.....เสีย..
“กลับกันได้แล้ว” เสียงเข้มอ่อนลงเล็กน้อยราวจะให้อีกฝ่ายคล้อยตาม วันนี้เขายอมมามากพอแล้ว ทั้งให้เจ้านี่หยามหน้าเขาด้วยคำพูดและการกระทำ แค่ตอนนี้เท่านั้น..กลับไปเมื่อไหร่โดนดีแน่!
พลันร่างสูงลุกจากเตียง ยืนรอให้อีกฝ่ายลุกตามมา สควอลโล่ถอนหายใจกับความเอาแต่ใจของคนตรงหน้า แต่เขาจะทำอะไรได้...
“ฉันยังไม่หายโกรธนะ”
“เออ”
“นายยังไม่บอกเหตุผล”
“ถ้าแกไม่รีบลุก ก็ไม่ต้องฟังมันไปทั้งชีวิตนั่นแหละ”
“จะพูดหวานๆหน่อยไม่ได้รึไง?”
แซนซัสไม่ได้พูดอะไรตอบกลับมา มือที่ว่าจะฟาดปากดีๆนั่นซักทีชะงักค้างอยู่กลางอากาศ คำพูดที่ว่าตนเป็นพวกชอบทำร้ายร่างกายจากปากอีกฝ่ายนั้นยังก้องอยู่ในหู ถ้าเขาลงมือกับมันไปก็เท่ากับว่าเขารับคำด่าพวกนั้นน่ะสิ...
“มา” มือแกร่งยื่นมาในอากาศ ราวจะรอให้อีกฝ่ายตอบรับ ถ้อยคำไร้ซึ่งความอ่อนโยนแต่เมื่อมาจากชายตรงหน้าแล้วกลับทำให้ทุกอย่างงดงามดั่งเทพนิยาย
เจ้าชายจากดวงจันทร์งั้นเหรอ? ไร้รสนิยมเป็นบ้า
สควอลโล่นึกหัวเราะอยู่ในใจ ทว่ามือเรียวไม่ได้ยื่นไปรับ ร่างโปร่งยันกายลงจากเตียงด้วยความระอาใจเล็กน้อย สุดท้ายก็ขัดคนตรงหน้าไม่ได้ทุกที
พลั่ก!!
ฉลามหนุ่มล้มฟุบไปกับพื้น สควอลโล่แทบหยุดหายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะที่คนมองก็แทบกลั้นหายใจเช่นกัน ร่างสูงปรี่เข้ากระชากตัวร่างโปร่งขึ้นจากพื้น
“แกเป็นอะไรไป?”
ไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝ่าย สควอลโล่ก้มหน้านิ่ง ฉลามคลั่งตระหนักความจริงบางอย่างได้แม้ตนจะยังทรงกายอยู่ด้วยน้ำมือร่างสูงกว่า ลมหายใจหอบกระชั้นกลับมาสงบขณะที่ความลำพองใจของตนถูกทำลายด้วยร่างกายตนเอง
แค่จะเดินด้วยขาตัวเองตามนายกลับไป...ยังไม่อนุญาตให้ฉันทำเลยอย่างนั้นเหรอ?
“ไอ้สวะ!!”
“ฉัน..ก็ไม่รู้เหมือนกัน” ร่างโปร่งตอบเสียงแผ่ว มือเรียวจิกเสื้ออีกฝ่ายแน่นราวกับเป็นที่พยุงตัว
“แก...”
“ก็แค่ฉัน...มองไม่เห็นอะไรเลย...มันก็เท่านั้นแหละ” ร่างโปร่งตัดสินใจเอ่ยตอบ ในเมื่ออีกฝ่ายดูเหมือนจะยังไม่รู้ เขาก็ไม่มีความจำเป็นอะไรจะต้องปิดบัง
แม้ว่ามันจะทำให้ตนรู้สึกไร้ค่ายิ่งกว่าเดิมก็ตามที...
เช้าวันใหม่ฉาบด้วยสีของอรุณรุ่ง ร่างสูงรีบกระหืดกระหอบลงจากรถพลางวิ่งขึ้นบันไดวนมาถึงห้องของคนสำคัญ
ปัง!!
“เสียงดังเป็นบ้า” ร่างโปร่งเอ่ยทั้งรอยยิ้มขณะนั่งนิ่งอยู่กับเตียง หน้าต่างบานใหญ่เบื้องหลังเปิดกว้างทำให้สายลมเย็นพัดผ่านพร้อมกับความสว่างไสว ทั้งที่เป็นคนที่เหมือนแสงจันทร์สีเงิน แต่กลับเหมาะที่อยู่ภายใต้อาทิตย์เจิดจ้าเสียจริง
ภาพที่เห็นทำให้คนร้อนรนกลับยิ้มออกอีกครั้ง
“นาย..ยังอยู่” ม้าพยศหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะเดินเข้าไปหาคนสำคัญของตน วงแขนกว้างรวบตัวอีกฝ่ายเข้ามากอดราวกับไม่แน่ใจว่าคนตรงหน้าอยู่ที่นี่จริงๆ
“ทำตัวเป็นลูกแหง่ไปได้”
“กับนาย...ฉันก็เป็นไอ้ขี้แหยอยู่ไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ขณะซุกใบหน้ากับไหล่บาง สควอลโล่ปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจอยู่ครู่หนึ่งพลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
กับแกเท่านั้นล่ะน่า....
ร่างโปร่งหาคำตอบให้กับตัวเองได้ว่าบอสของเขาดูจะไม่มีความสามารถด้านการสร้างความประทับใจเลยสักนิด
ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเมื่อคืนวานมีธุระด่วนจนไม่ได้อยู่ติดที่ ลูกน้องที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลฉลามคลั่งกลับโทรไปบอกว่ามีเรื่องด่วน สถานที่ที่ทำเขางานอยู่นั้นหิมะตกหนักจนออกรถไปไหนไม่ได้ พอรุ่งสางสีขาวของธรรมชาติสร่างซาลงไปบ้างถึงได้รีบบึ่งรถกลับมาที่บ้าน
รายงานว่ามีผู้บุกรุกขณะเกิดการเปลี่ยนเวรยามทำให้ชายหนุ่มใจหาย แต่ที่กลัวเสียยิ่งกว่าคือคนตรงหน้าจะเป็นอะไรไป
ท้ายสุดแล้วภาพที่เห็นตรงหน้าถึงจะยืนยันได้ว่า...สควอลโล่ยังอยู่กับเขา...
“เจ้าโรคจิตนั่น...มันบอกว่า...” ร่างโปร่งเอ่ยพลางพาดพิงถึงใครอีกคนหนึ่ง ทำให้ชายหนุ่มที่กอดเขาอยู่ผละตัวออกอย่างตระหนก
“จริงสิ รีบแต่งตัวได้แล้วล่ะสควอลโล่!” ดีโน่พึ่งนึกขึ้นได้ก่อนจะรีบคว้าตัวอีกฝ่ายลากเข้าห้องอาบน้ำ พร้อมกับเสียงโวยวายที่ตามมาของฉลามคลั่งดังไปทั่วคฤหาสน์
แอ๊ด...
ประตูเปิดออกอีกครั้ง ขณะที่เจ้าของนัยน์ตาสีเทารู้สึกเหมือนตาพร่าไปชั่วขณะ ร่างโปร่งบางที่นั่งนิ่งอยู่กับเก้าอี้ในชุดสีขาวบริสุทธิ์เข้ากับสีผิวและเรือนผมสีเงินสว่างที่ถูกหวีเสยไปด้านหลังทำให้รู้สึกแปลกตาไปไม่ใช่น้อย
มันเหมือนภาพของใครบางคนในอดีตที่แสนไกล...
“คุณทำอะไรกับเขาน่ะ?” พอได้สติมิเกลจึงเอ่ยปากถามใครอีกคนที่อยู่เบื้องหลังเก้าอี้ที่ฉลามหนุ่มนั่ง บอสแห่งคาวัลโรเน่ถือหวีไม้อยู่ในมือขณะที่โรมาริโอ้ยิ้มเจื่อนอยู่ข้างผนัง
“เปลี่ยนทรงผมไง ตอนนี้ก็ไม่ต้องปล่อยอย่างเดียวแล้วนี่นา” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆขณะที่คนนั่งเป็นตุ๊กตาให้แต่งตัวหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม พอดีกับที่มีเสียงเคาะประตูตามมาจากด้านหลังอีกครั้ง
“คนของคุณ” หนุ่มผมดำเอ่ยเสียงห้วนเป็นเชิงไล่ ดีโน่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะเดียวกับที่เสียงโทรศัพท์มือถือของคนสนิทดังขึ้น
“บอสครับ เรื่องด่วน...”
“มีอะไรตอนนี้นะ...” ม้าพยศพึมพำก่อนจะหันไปมองหนุ่มผมดำอย่างไม่ไว้วางใจ มิเกลแค่แย้มยิ้มอย่างเคย ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธอะไรใดๆทั้งนั้น
“ฉันดูแลตัวเองได้น่า” ร่างโปร่งที่นั่งอยู่กับเก้าอี้เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นเสียเอง ดีโน่เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เงียบไป สุดท้ายร่างสูงก็ก้าวออกจากห้องพร้อมที่ชายหนุ่มในสูทสีดำตามไล่หลังไป แต่เสียงฝีเท้าหนักๆหยุดอยู่หน้าห้อง สควอลโล่คิดว่าดีโน่คงให้โรมาริโอ้ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู
มิเกลเดินอ้อมไปด้านหลังร่างโปร่ง นัยน์ตาคมกริบเพ่งพินิจเรือนผมสีเงินที่ปลายชี้ไม่เป็นระเบียบด้วยความขัดใจ
“... คุณนี่ทำให้ผมแปลกใจได้ทุกครั้งเลยนะ” ชายหนุ่มเอ่ยพลางหยิบกรรไกรสีเงินจากกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะทาบไปบริเวณต้นคอขาวจนคนนั่งเฉยอยู่เมื่อครู่สะดุ้ง
“แกจะทำอะไร!?”
“อยู่เฉยๆสิครับ...ผมไม่ได้ทำแบบนี้นานแล้วอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้นะ...” ตอบพลางกลั้วหัวเราะก่อนจะเริ่มเล็มปลายของเรือนผมสีเงินที่ยาวสั้นไม่เท่ากันจนเห็นได้ชัด เสียงกรรไกรเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วกับความเย็นของโลหะบางที่ช่างตัดผมจำเป็นแกล้งให้โดนผิวบ้างชวนให้หายใจไม่เป็นจังหวะ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะบ้าเลือดเฉือนเนื้อหนังตนเมื่อไหร่
ทันทีที่เสียงเงียบลง มิเกลเก็บกรรไกรเข้ากระเป๋าอีกครั้ง ก่อนที่มือขาวซีดจะปัดเรือนผมที่ยังร่วงบนต้นคอไปถึงไหล่บางอย่างชำนาญ
“เสร็จแล้ว”
“ใครใช้แกมายุ่งกับหัวฉันนักหนา...” ร่างโปร่งพึมพำ รู้สึกแปลกๆ... อาจจะเพราะตนไม่ได้ไว้ผมสั้นมานานแล้วก็เป็นได้ แต่การปล่อยให้คนอื่นแตะเนื้อต้องตัวขนาดนี้ไม่ใช่วิสัยตนเอาเสียเลย
“เสร็จ ‘เรื่อง’ คราวนี้ คุณจะไว้ผมยาวอีกรึเปล่า?”
ชายหนุ่มเอ่ยถามพลางหวีเรือนผมสีเงินระต้นคออีกรอบ แค่เปิดหน้าผากซักหน่อย บวกกับสูทขาวที่ใส่เป็นทางการ ก็ดูราวกับเป็นคนละคน
แต่ที่สำคัญ...
เหมือนจนน่าตกใจ....
“เรื่อง?” ร่างโปร่งทวนคำอย่างไม่แน่ใจในความหมายที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ มิเกลนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากอธิบาย
“ผมตายแล้วแซนซัสช่วยคุณกลับไป ม้าพยศกลายเป็นม้าหัวเน่า หมดความแค้น น่าสนใจดีนะ...”
“ไอ้บ้าเอ๊ย!!” เสียงตวาดกร้าวที่รู้สึกเหมือนไม่ได้ฟังมานานดังทะลุผ่านโสตประสาทคนอยู่ใกล้ที่สุดไปทันที
“นั่นเป็นรูปแบบที่ดีที่สุดไม่ใช่เหรอครับ? ผมทำอะไรกับคุณไว้ตั้งเยอะ...”
“ตายหนีปัญหา...ขี้ขลาดที่สุด!” คำพูดของร่างโปร่งทำให้คนฟังสะดุดไป เห็นใบหน้าได้รูปนั้นโกรธเคืองแล้วยิ่งนึกขำ
“เป็นห่วงศัตรูด้วยเหรอครับ”
“ไม่ใช่เว้ย!”
เสียงนุ่มหัวเราะเบาๆ ขณะที่ฉลามหนุ่มรู้สึกว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเมื่อครู่อ้อมมาด้านหน้า
“ผมจะไปแล้วนะ”
มิเกลเอ่ยพลางเกลี่ยเรือนผมที่ระใบหน้าอีกฝ่าย ร่างสูงโปร่งเงียบไปครู่หนึ่งด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย จนสุดท้ายเสียงฝีเท้าก็ละจากไปหยุดหน้าประตู
“แกจะไปไหน” ฉลามหนุ่มลุกขึ้นตามมาท้วง ขณะที่คนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศัตรูหันหน้ากลับมา
“สะสาง” เป็นครั้งแรกที่ได้ยินอีกฝ่ายตอบเสียงห้วน ร่างโปร่งรู้สึกว่าตนสมควรจะทำอะไรสักอย่าง...
ท่าทีแบบนั้น...น้ำเสียงแบบนั้น...
“แกคงไม่ได้กำลังจะไปตายใช่มั้ย?”
คำถามตรงไปตรงมาเรียกเสียงหัวเราะจากชายหนุ่มอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นสีหน้าของฉลามคลั่ง พ่อนกน้อยที่เป็นผู้นำสาส์นถึงกับสะดุดลมหายใจตนเองไป
“เอ้า สมมติว่าผมกำลังจะตาย คุณจะทำยังไงล่ะครับ?”
เสียงกระเซ้าราวกับคำเอ่ยเป็นเรื่องธรรมดา สควอลโล่เงียบไปครู่หนึ่ง เพียงชั่วพริบตาเท่านั้นที่เจ้าของนัยน์ตาสีควันบุหรี่เหมือนเห็นริมฝีปากบางนั้นเหมือนจะเอ่ยท้วงทันทีที่ตนพูดจบ เพียงแต่มันก็ชะงักไปกลางคันเช่นกัน
ห้ามงั้นหรือ? ในฐานะอะไรกันล่ะ?
“....ฉันมีอะไรจะถาม...” เสียงทุ้มเอ่ยราวไม่มั่นใจในคำพูดของตนเอง มิเกลหยุดอยู่กับที่ ราวกับรอให้คำถามต่อไปดังจากปากร่างโปร่งบาง
“ถามตอนนี้เลยก็ได้นะครับ เผื่อถึงตอนนั้นจริงๆผมจะตอบไม่ทัน”
“แก...เป็นคนที่จูบฉันเมื่อวานรึเปล่า”
นัยน์ตาสีเทาสั่นไหวไปวูบหนึ่ง ก่อนร่างโปร่งจะเป็นฝ่ายเดินเข้าไปใกล้
“ไม่ใช่” เสียงตอบหนักแน่นทำให้ฉลามหนุ่มคลายใจได้ชั่วครู่ ตนตั้งใจบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่นหวังว่าอีกฝ่ายจะไม่ทำอะไรบ้าๆอย่างที่เอ่ยปาก ทว่า...
“แต่วันนี้... ก็อีกเรื่องนะครับ”
!?
ชั่วขณะที่เผลอไผล ริมฝีปากได้รูปทาบทับลงมาบนกลีบปากบาง รสสัมผัสวาบหวามแผ่วเบาจนตั้งตัวไม่ถูก สควอลโล่รู้สึกถึงปลายลิ้นที่ดันอะไรบางอย่างให้เขากลืนลงคอไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่อีกฝ่ายผละตัวออกในทันทีที่ฉลามคลั่งนึกจะตอบโต้เช่นกัน
“..ฮะ...แก...อ๊..อุ๊บ!?” มือเรียวรีบยกขึ้นมาปิดริมฝีปาก อะไรบางอย่างที่ล่วงล้ำไปในลำคอนั้นร้อนเสียจนแผดเผาสุรเสียงที่มีไปจนหมด รสขมจนอยากคายทิ้งก่อนจะเปลี่ยนเป็นหวานบาดคอทำให้ฉลามคลั่งตั้งสติตามไม่ทัน ราวกับว่าอะไรนั่นกำลังตีกันเองในร่างของเขา ร่างโปร่งทรุดลงกับพื้นราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมดในทันที
“แค่ก..แค่ก...” เสียงไออย่างแหบแห้งจากลำคอที่แห้งผากทำให้เจ้าของร่างนึกประหวั่นใจว่าตนจะเสียเส้นเสียงไปตรงนี้กระนั้น ภาพตรงหน้าพร่ามัวเสียจนไม่อาจบรรยายเม็ดสีสลับเฉดที่ไล่เรียงกันไปมาในศีรษะได้
“ถ้าผ่านได้..คุณก็ชนะ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยพลางมองร่างที่ผิวเนื้อสั่นระริกบนพื้นด้วยความนิ่งเฉย นัยน์ตาสีฟ้าช้อนขึ้นมองผู้ยืนอยู่สูงกว่าด้วยความคับแค้นใจ นัยน์ตาสีควันบุหรี่ที่มองลงมานั้นราวกับเหยียดหยามตนเช่นครั้งแรกที่ได้เจอกัน สควอลโล่รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นชกหน้าตาน่าหมั่นไส้นั่นทันที!
!!!??
มิเกลเบี่ยงตัวหลบง่ายๆ ก่อนจะจับข้อมือบางที่หมายศีรษะตนอย่างจงใจ รอยยิ้มบางระบายบนสีหน้าแบบที่ฉลามหนุ่มไม่เคยได้เห็นมาก่อน... ราวกับเห็นภาพซ้อนของนางฟ้าคนนั้นก็ไม่ปาน
ไม่ใช่...
สควอลโล่ตอบตัวเองทันที ขณะที่รู้สึกอะไรแปลกๆ
อะไรล่ะ???
“มองเห็นแล้วสินะครับ” เสียงนุ่มเอ่ยตอบ ร่างโปร่งนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตระหนักความจริงได้ ไม่ใช่ภาพสีดำสนิทที่เห็นล้อมอยู่รอบกายเช่นคืนวาน ความทรมาณที่ไม่อาจมองท้องนภาได้อย่างใจนึกมลายหายไปสิ้นด้วยความจริงตรงหน้าที่ประจักษ์ร่างสูงกว่ายิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี
ในนัยน์ตาคู่นั้นนราวกับฉายประกายความชื่นชมอยู่ลึกๆ ทั้งที่ฉลามหนุ่มรู้สึกว่าคนตรงหน้าไม่เคยสบตาเขาตรงๆเลยสักครั้ง...
“แก...ช่วย...?” น้ำคำที่ยังไม่กลับคืนมาดีเอ่ยอย่างแหบแห้ง ขณะที่คนตรงหน้าคลายรอยยิ้มของนางฟ้าเปลี่ยนเป็นริมฝีปากบางที่เหยียดอย่างเทวทูตดูแคลน
“อย่าขยับมากดีกว่านะครับ” ชายหนุ่มปล่อยข้อมือฉลามคลั่งให้เป็นอิสระ นัยน์ตาสีเทาจรดอยู่ที่ปลายของมือซ้ายที่ขาดหายไปด้วยความอ่อนใจ ก่อนจะเอ่ยปากต่อ
“ผมให้คนของผมจัดการเรื่องนี้ไว้แล้ว เดี๋ยวอีกไม่นานเขาคงต่อมือให้คุณใหม่”
“....” ถ้อยคำที่ว่าจะเอ่ยตอบกลืนหายไป ไม่มีแม้แต่น้ำคำใดๆหลุดรอดออกมา
“ไม่ต้องห่วงครับ มันไม่ทำให้คุณเป็นใบ้แทนหรอก แต่ต้องรออีกซัก 2-3 ชั่วโมง... แล้วก็..มีผลข้างเคียงนิดหน่อย”
คำอธิบายช่างตรงใจเสียจริง เมื่อนัยน์ตาคู่สวยที่ลืมตาอยู่ได้ไม่นานเริ่มหนักอึ้งอีกครั้ง...
“เดี๋ยว..” ร่างโปร่งเค้นคำอย่างยากลำบาก ขณะที่ชายหนุ่มตรงหน้าปัดเรือนผมที่ปรกนัยน์ตาสีฟ้าใสนั้นเบาๆ
" "
ริมฝีปากได้รูปกระซิบคำที่ฉลามคลั่งไม่นึกว่าจะได้ยินมาก่อน ขณะเดียวกับสควอลโล่หมดสติไป เสียงฝีเท้าก็ก้าวออกจากห้องไปพร้อมกับเสียงปิดประตู
TBC > ถ้าบ้าระห่ำ เจอกันภายในสามวัน ถ้าไม่..ก็ดองต่อไป (เฮือก!)
รู้สึกเหมือนจะโดนหม้อไหกะละมัง...
....
......
--3-- เดี๋ยวก็ถึงClimaxแล้ว ขอแกล้ง(?)อีกหน่อยเถอะน่า (วะฮะฮ่าๆๆๆๆ)
edit @ 29 May 2009 13:10:31 by SARAIL::llWynfrieda@BT

บอสก็หวานในแบบของบอสได้ดีเกินคาด ><b
มิเกลก็เริ่มสั่งเสียแล้ว ดีโน่ก็เตรียมตัวเป็นม้าหัวเน่าแล้ว^o^ รอตอนต่อไปค่า
#1 By Mukkuk on 2009-05-29 13:24