[Denunci]Chapter 30-III

posted on 28 Jul 2009 23:58 by sarail  in Fiction

Title: Denunci, this love must betray

Chapter: 30

Fandom: KHR

Pairing: XS

Note: ในที่สุด!!!! อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก คุณไม่ได้ตาฝาด ...ฟิคเรื่องที่สามที่อัพช่วงสอบแล้ว (ฮาา) อิทธิพลความเครียดนี่น่ากลัวจริงๆ (กร๊ากกก) 

 

-----------------------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เพลิงพิโรธ?

 

 

 

ทำไมถึง....

 

 

 

 

“ไม่ติดใช่มั้ยล่ะครับ?” เสียงคำถามยอกย้อนนั้นราวกับคำถากถาง นัยน์ตาสีโลหิตตวัดค้อนมองผู้พูดด้วยความแค้นเคือง ใจหนึ่งนึกสงสัยว่าเหตุใดคนตรงหน้าถึงรู้ดีนัก แต่คำตอบ...มันเห็นได้ชัดอยู่แล้ว!

 

“แก...!!!

 

“ผมไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย คุณทำตัวเองคงจะเป็นคำตอบที่เข้ากันมากกว่าเยอะ” เสียงทุ้มเอ่ยอธิบาย ก่อนเทวทูตกลางกองเพลิงจะเหนี่ยวไกอีกครั้ง ลูกโลหะสีเงินเฉียดไหล่หนาไปอย่างน่าเสียดายในสายตาคนยิง ขณะที่ร่างสูงรู้สึกว่าตัวเองเสียเลือดมากจนตาพร่า แต่เรื่องแบบนั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับคนอย่างแซนซัส ชายหนุ่มฝืนทนความเจ็บปวดได้ดีพอๆกับที่เขามอบมันให้กับผู้อื่น

 

แต่สิ่งเดียวที่นภาแห่งวาเรียสงสัย คือเหตุใดคนตรงหน้าถึงได้รับรู้...

 

“ยาที่คุณป้อนให้ฉลามคลั่ง...มันซึมผ่านผิวหนังได้สบายๆเลยล่ะครับ...ไม่ต้องห่วง จรรยาบรรณเล็กๆน้อยๆของผมทำให้เขาคนนั้นของคุณยังปกติสุขดีทุกอย่าง”

 

กลิ่นคาวโลหิตชวนเวียนเหียน ขณะเดียวกับที่สัมผัสได้ว่าศัตรูของตนกำลังก้าวเข้ามาใกล้..

 

“แต่...สำหรับพวก นภาอย่างคุณน่ะ ดูเหมือนมันจะไม่ให้ผลดีเท่าไหร่หรอกมั้ง?”

 

นัยน์ตาสีโลหิตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

 

การรับเครื่องดื่มจากศัตรูเป็นเรื่องที่โง่ที่สุด...

 

มิคาเอลไม่คิดว่าเขาจะชนะด้วยซ้ำ ประสบการณ์มันต่างกันนัก แต่ตัวเขาที่ทำงานเบื้องหลังมาตลอดก็ใช่ว่าจะไร้พิษสง...

 

มันเป็นยาตัวเดียวกับที่เขาใส่แก้วให้ม้าพยศแห่งคาวัลโรเน่ในตอนที่ได้เจอกันครั้งแรก เป็นของเหลวชนิดเดียวกับในหลอดฉีดยาที่พกติดตัวไว้เสมอเผื่อป้องกันอาการกำเริบของน้องสาว และแน่ล่ะว่าขั้นตอนสุดท้าย...มันกลายเป็นผงสีขาวที่บรรจุในแคปซูลเม็ดนั้น...

 

จะเรียกว่าเขา...ใช้ประโยชน์จากทุกอย่างเท่าที่มีก็ว่าได้ ในเมื่อใช้เล่ห์หลอกแซนซัสไม่ได้ แต่ให้เป็นกลกระจอกก็ต้องทำ

 

“รู้มั้ยทำไมผมถึงเกลียดคุณนัก?”

 

ร่างโปร่งนั่งกับเก้าอี้ใกล้ๆจุดที่อีกฝ่ายยืนอยู่ราวกับเชื่อว่าคนตรงหน้าจะไม่ทำอะไรจนกว่าเขาจะพูดจบ แน่ล่ะว่ามันต้องเป็นเช่นนั้น ฤทธิ์ยาภายในแคปซูลตัวนั้นคล้ายกับการสะกดจิต จะทำงานตามสั่งที่เขาให้สัญญาณ

 

มิเกลหันหน้ามามองคนที่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ก่อนจะค่อยๆคุกเข่าลงไปกับพื้น

 

“คุณมีทุกอย่าง สิ่งที่คุณเคยไขว่ขว้ามาเมื่อตอนเด็ก...พอใจรึยังล่ะกับสิ่งที่คุณได้ ทั้งเกียรติยศ ชื่อเสียง อะไรต่อมิอะไรที่มันทำให้คุณมีอำนาจ ลูกน้องที่จงรักภักดีของคุณ...เพราะมันได้มาง่ายๆงั้นเหรอ? คุณถึงไม่เคยเห็นค่า?”

 

นัยน์ตาสีเทาที่ไหววูบไปพร้อมกับเปลวไฟ เอ่ยทั้งความข้นแค้น

 

“ใช่..ทุกอย่าง ทุกอย่างที่ได้มาง่ายๆเลยไม่รู้จักรักษา คุณเอาอะไรมามั่นใจว่ามันจะไม่หายไปซักวัน?.. รู้สึกยังไงล่ะตอนที่รู้ว่าไม่ใช่ลูกแท้ๆของรุ่นที่ 9 น่ะ?”

 

ร่างสูงทรุดตัวลงราวกับไม่อาจทรงตัวอยู่ได้อีก ความเจ็บปวดแล่นเข้ามาจากทั่วทุกอณูเม็ดเลือด ราวกับว่าโลหิตเดือดพล่านเป็นไฟแต่กระดูกกับเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง เป็นครั้งแรกที่รู้สึกราวกับว่าร่างกายตนเองกำลังจะระเหยไหม้จากภายใน เหมือนกับ..

 

 “เดือดทะลุจุดศูนย์”

 

เสียงนุ่มเอ่ยลอยๆ แต่ทำให้นัยน์ตาสีโลหิตตวัดมองอย่างขุ่นเคืองระคนประหลาดใจ

 

“ไม่เคยมีใครเห็นมันนอกจากคุณใช่ไหม? อา..ใช่สิ ต้องรวมพวกวองโกเล่รุ่นที่ 10 ไว้ด้วยสินะ...ผมเองก็ไม่เคยเห็นหรอก แต่ใช้ข้อมูลลองดูเท่านั้นเอง”

 

เท่านั้นปริศนาทุกอย่างก็ไขกระจ่าง

 

ข้อมูล ที่ชัดเจนที่สุด...คงไม่พ้นว่าใครเป็นคนให้มันไว้ในมือจอมวางแผนคนนี้....

 

“ตาแก่นั่น..” ร่างสูงเค้นเสียงอย่างยากลำบาก พอดีกับที่คนมองเลิกคิ้วราวกับไม่นึกว่าคู่สนทนาจะคิดได้

 

“มีส่วนด้วยนิดหน่อย แต่ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกนะครับ” เสียงหัวเราะในลำคอนั้นบาดหูยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ตนเสียเปรียบอย่างถึงที่สุด ร่างสูงนอนหงายหน้าอยู่บนพรมแดงที่ทอดยาวไปสู่แท่นพิธี รอบกายมีแต่เปลวไฟลุกโหมแต่กลับเว้นที่ว่างเป็นวงกลมไว้สำหรับบนสนทนาของคนสองคน

 

“คุณควรจะให้เกียรติคู่หมั้นตัวเองให้มากกว่านี้หน่อยนะ”

 

ชั่วครู่หนึ่งที่นัยน์ตาสีโลหิตละสายตาไปเบื้องหลังอีกฝ่าย ราวกับว่าเปลวเพลิงที่เป็นฉากกั้นนั้นกอปรเป็นปีกสีชาดที่ลุกไหม้ และเบื้องหลังนั้น..

 

 “แกคิดว่าผู้หญิงคนนั้นอยากให้แกแก้แค้นให้งั้นเหรอ?”

 

แกร็ก!

 

ปลายกระบอกปืนเล็งมาที่ศีรษะชายหนุ่มรวดเร็ว

 

“คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะพูดถึงเธอด้วยซ้ำ”

 

“ใครกันที่เป็นคนส่งหล่อนไปตายไม่ใช่แกรึไง?”

 

 

ปัง!!

 

 

“...อย่าทดสอบความอดทนของศัตรูมากนัก..ถ้าคุณอยู่ในสภาพแบบนั้น” 

 

 

ไม่มีคำพูดเอ่ยตอบ มีเพียงรอยยิ้มเหยียดหยันที่สร้างความขัดเคืองให้แก่คู่สนทนาได้ทุกครั้ง...

 

เพียงเท่านั้น ความอดทนของชายหนุ่มก็ขาดผึง

 

 

 

 “หุบปาก!!!!

 

 

 

ปัง!!!! ปัง!! ปัง!!!!

 

 

สรรพเสียงเงียบลงเหลือแต่เสียงไฟปะทุจากเศษไม้ หยาดเหงื่อบนผิวกายแทบจะระเหยไปกับไอความร้อน เพียงแต่ร่างโปร่งยืนนิ่งอยู่กับที่ทั้งที่ฝ่ามือซึ่งถือกระบอกปืนไว้สั่นระริก...

 

อย่าพูด...

 

นัยน์ตาสีซีดมองร่างที่แน่นิ่งไปของคนตรงหน้า ตัวเขาลุกจากเก้าอี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ

 

ใครกันที่เป็นคนส่งหล่อนไปตาย...

 

ไม่ใช่แกรึไง...

 

 

 

 

ครั้งนั้นเด็กหนุ่มนั่งนิ่งอยู่ในห้อง มือขยุ้มกระดาษเอกสารไร้คุณค่าทางจิตใจ ก่อนจะกวาดเชื้อเพลิงทุกแผ่นทิ้งลงในเตาผิง ปล่อยให้ความรู้ทางวิชาการที่ไม่ได้ผลในชีวิตจริงนั้นกลายเป็นเชื้อไฟ...

 

หมดทางเยียวยาแล้ว...

 

นั่นเป็นคำสุดท้ายที่อาจารย์ของเขาเคยพูดไว้เมื่อพาเธอไป รักษาน่าประทับใจที่ว่าเพื่อนสนิทของเขาอีกคนยินดีที่จะให้เธอเป็นกรณีศึกษาของเรื่องเหนือธรรมชาติ ... ก่อนที่เขาจะเผาห้องวิจัยของหมอนั่นซะวายวอด

 

ขอบคุณโลกใบนี้ที่สร้างสรรค์แต่ปัญหา แต่กลับไม่เคยหาวิธีแก้ให้...

 

ในตอนแรก...เขาถอดใจแล้ว เขาหยุดแล้ว...ความคิดที่จะแก้แค้นอะไรนั่น มันผ่านมานานพอแล้ว เพียงแค่ได้รับรู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ก็พอ...

 

 

แต่ว่า...ทำไม..

 

โลกนี้ไม่มีความยุติธรรม เขารับรู้มันมาตั้งแต่เด็ก แต่เขาจะไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของความอยุติธรรมนั่นเด็ดขาด!!

 

 

ชั่วขณะที่เผลอไผล ร่างที่นิ่งสนิทอยู่กับพื้นถึงได้ลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว คนมองตาค้างไปชั่วครู่ ก่อนจะรู้ตัวว่าถูกกระแทกลงกับพื้นพรมอย่างแรง!

 

 

 

พลั่ก!!!

 

 

 “ไอ้เรื่องเล่นสกปรกของแก...ฉันรู้มันหมดแล้ว!” เสียงเหี้ยมเกรียมเอ่ยทั้งน้ำคำเย็นเยียบ ทว่าผู้ที่อยู่เบื้องล่างรับรู้ดีว่ามือของอีกฝ่ายเย็นเฉียบ แสดงว่าอาการของยายังมีอยู่ เพียงแต่คนตรงหน้าฝืนมันออกมาต่างหาก

 

            “เสียเลือดมากขนาดนี้ยังขยับได้อีกงั้นเหรอ?” เสียงเอ่ยแผ่วเบาราวกับไม่เชื่อสายตา ร่างตรงหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลและหยาดโลหิตชโลมทั่วร่าง สายตาของผู้รักษาอย่างเขาเห็นได้ชัดว่าจุดที่ตนสาดกระสุนลงไปนั้นเส้นเลือดใหญ่ทั้งนั้น!

 

            “หึ..ถ้าไอ้สวะนั่นทนได้...” มือหนาแม้ไม่มีเพลิงพิโรธลุกไหม้ แต่ในนัยน์ตาสีโลหิตกลับเปี่ยมไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความกราดเกรี้ยว ครู่หนึ่งที่ร่างโปร่งนึกว่าตนตาฝาดไป...

 

 

            !!!!!!!!!!!!

 

 

 

            “อึก!!

 

 

            "แล้วมันเรื่องอะไรที่ฉันจะทนไม่ได้!!"

 

            

            รองเท้าหนังเหยียบลงมาบนแผ่นอกอย่างแรงจนร่างที่รองรับแรงกระแทกหายใจไม่ออก มือเรียวพยายามยันเท้าอีกฝ่ายออกแต่ก็ไร้ผล แซนซัสโถมน้ำหนักลงขยี้ลงเหนือหัวใจที่เต็มไปด้วยความแค้นและแผนการณ์ทำลายชีวิตเขาราวกับสาแก่ใจ แต่ทว่าใบหน้าของร่างสูงไม่มีรอยยิ้มอยู่เลย

 

            “แกมันโง่กว่าไอ้สวะนั่นซะอีก!!

 

            “อย่ามาพูดเหมือนเข้าใจผมนักเลย!!!” ถ้อยคำตอกใส่ทำให้เลือดขึ้นหน้า แม้ว่าจะตกเป็นรองแต่มือเรียวกลับฉุดรั้งขากางเกงที่เหยียบซ้ำลงมาราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยวโดยไม่รู้ตัว นัยน์ตาสีซีดสะท้อนแสงไฟเต็มไปด้วยความคั่งแค้น

 

            ทำไม?...

 

            “โลกนี้มันไม่มีความยุติธรรมหรอก!สวะอ่อนแอที่เรียกหาความยุติธรรมอย่างแก คิดว่าจะมีใครเวทนารึไง!!??

 

            “ผมไม่ได้ขอให้ใครสงสาร!” เมื่อรู้ว่าไม่สามารถใช้กำลังให้อีกฝ่ายปล่อยตนลงไปได้ มือเรียวคว้าเศษดาบที่ยังหลงเหลือจากตุ๊กตาที่ระเบิดไปเมื่อครู่แทงลงที่ข้อเท้าอีกฝ่ายทันที!!

 

            “...!!

 

            “ทำยังไงถึงจะมีชีวิตรอด ทำทุกอย่างต่อให้มันขี้ขลาดตาขาวแค่ไหนก็เถอะ... คุณไม่เคยต้องสู้เพื่อคนอื่นเลยซักครั้งจะไปเข้าใจอะไรเล่า!!” เสียงตวาดสลับกับหอบหายใจไม่เป็นจังหวะ ร่างโปร่งรีบดันตัวเองออกจากระยะที่ร่างสูงจะทิ้งน้ำหนักลงมาได้อีก แต่รองเท้าหนังที่ชุ่มไปด้วยโลหิตนั้นเป็นหลักฐานว่าแซนซัสคงทำแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว

 

            ถึงกระนั้น ปลายของปากกระบอกปืนก็ยังอยู่ที่ศัตรูของเขา...

 

            “โอกาสสุดท้ายของแก...” นัยน์ตาสีฉานจับจ้องด้วยความเกรี้ยวกราด ใบหน้าเข้มคร้ามมีความเจ็บปวดสอดแทรกอยู่อย่างเห็นได้ชัด แม้จะไม่อยากยอมรับแต่บาดแผลที่เกิดจากฝีมืออีกฝ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อมนั้นมากพอจะตัดกำลังเขาไปได้จริงๆ

 

            “ทำยังไงไอ้สวะนั่นถึงจะหาย?”

 

            รอยยิ้มจอมปลอมเป็นคำตอบสุดท้าย

 

 

 

 

            “...คุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอก...”

 

 

 

 

 

            ปัง!!!!!!!!!!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“มิเกล!!!

 

บานประตูเปิดออกพร้อมกับการมาเยือนของบุคคลไม่ได้รับเชิญ เสียงเรียกขานพร้อมกับเรือนผมสีเงินและสูทสีขาวตัวนั้นทำให้ชายหนุ่มทั้งคู่ชะงัก

 

ทว่าคนที่ถึงกับหยุดหายใจไปกลับเป็นฝ่ายที่กำลังจะกดสวิตช์ตัวสุดท้ายของระเบิดที่ซ่อนไว้ต่างหาก!

 

“...คุณพ่อ?”

 

เสียงแผ่วเบาเอ่ยทั้งน้ำคำแหบแห้ง ก่อนจะตระหนักได้ว่าความคิดของตนไม่มีทางเป็นไปได้...

 

            “หยุดเดี๋ยวนี้!!ทั้งคู่!!!!แกก็ด้วยแซนซัส!!เสียงทุ้มตวาดกร้าว ฉลามคลั่งในชุดเดิมที่ควรจะไปเปิดตัวกับม้าพยศแห่งคาวัลโรเน่กลับถ่อมาถึงจุดนัดพบศึกสุดท้าย สิ่งที่เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าเห็นคือบอสของเขาที่สภาพสะบักสะบอมได้ที่ กับไอ้โรคจิตไม่รู้จักโตที่สุกกำลังดี

 

            “พวกแกทำบ้าอะไรกัน!!

 

            “มาถึงก็โวยวาย สมเป็นคุณเลยนะครับ” ริมฝีปากหยักขยับรอยยิ้มในทันที ทั้งที่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่ามีอารมณ์ขำเลยสักนิดแต่ฉลามคลั่งกลับทำให้เขายิ้มได้เสมอ วงไฟที่อยู่ล้อมรอบคนทั้งคู่เหมือนจะแผ่วเบาลงเพื่อให้สายฝนก้าวเข้ามาได้

 

 

            “ทำไมแกโทรมแบบนี้วะบอส?”

 

            “แก...มองเห็นแล้วงั้นเหรอ?” คำตอบเป็นคำถามสวนกับคำพูดของอีกฝ่ายทันที มิเกลถอนหายใจยาวไปชั่วครู่ พลางชั่งใจกับสวิตช์ในมือที่เขาล้วงกระเป๋าอยู่จึงทำให้ไม่มีใครเห็น

 

 

            ผิดแผนไปหมด..

 

            ที่แซนซัสรู้ว่าเป็นฉลามคลั่งตัวปลอมเขาคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว แต่การที่อีกฝ่ายยังขยับตัวได้ทั้งที่โดนเข้าไปขนาดนั้นนี่เหนือความคาดหมาย...

 

 

            แต่เรื่องที่เขาจะทำ...

 

 

            “ผมถึงได้บอกไง...ว่าไม่จำเป็นแล้ว..”

 

 

 

มันยังไม่จบ...

 

 

 

 

            “แซนซัสฉันมีอะไรต้องพูดกับมัน” คู่สนทนาที่ได้เจอหน้ากันแล้วแทบจะลืมบุคคลที่สามไปเลยพึ่งหันกลับมามองเขาครั้งแรก แซนซัสยังเล็งปืนมาที่เขาอยู่ แต่ว่าอีกฝ่ายลดระดับลงเล็กน้อย อย่างกับว่าถ้ายิงที่หัวใจไม่ใช่ศีรษะแล้วเขาจะมีโอกาสตายน้อยลงงั้นแหละ?

 

            “จะบอกว่าผมเป็นพี่น้องกับคุณรึไงครับ?”

 

            “ไอ้บ้า! ฉันหมายถึง...”

 

            ชั่วเสี้ยววินาทีที่นัยน์ตาคู่คมทั้งสองคู่มองเห็นอะไรที่ผิดปกติ เสาหินที่อยู่เบื้องหลังกำลังจะล้มลงมา...ในตำแหน่งที่ฉลามคลั่งยืนอยู่!!

 

            “สควอลโล่!!!

 

            สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ แซนซัสรีบคว้าร่างโปร่งมาไว้ในอ้อมแขนแต่ดูเหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว เมื่อเงาสีดำทาบทับลงมาบดบังสายตาอย่างรวดเร็ว!!

 

 

 

            พลั่ก!!!โครม!!!!!!

           

 

            “...แค่ก..แค่ก..อุ๊บ...” สควอลโล่ลืมตาขึ้นช้าๆ เหนือร่างของเขาคือผู้เป็นนายที่ถอนหายใจยาวราวกับโล่งอก แรงกระแทกทำให้ชายหนุ่มนิ่วหน้าไปเล็กน้อย ทว่าสิ่งที่ทำให้นัยน์ตาสีโลหิตและเจ้าของดวงตาสีฟ้าต้องตระหนกยิ่งกว่า คือการที่เมื่อครู่ศัตรูของตนกลับมาผลักคนทั้งคู่ให้พ้นทาง!!

 

            “เฮ้ย!!แก..ยังไม่ตายใช่มั้ย!?

 

            ฝุ่นควันตลบพร้อมไปกับเปลวไฟทำให้ไม่อาจเห็นภาพได้ชัด ทว่าสายตาของแซนซัสสังเกตเห็นเงาไหววูบของบุรุษผู้หนึ่งที่อยู่ ณ ตำแหน่งที่เสาต้นนั้นตั้งตระหง่านอยู่

 

            เลวี่!?

 

            “บอส...ปล่อยก่อน..ฉัน...ฉันปล่อยให้มันตายไม่ได้” ฉลามคลั่งเอ่ยตะกุกตะกัก ร่างสูงเลิกคิ้ว ก่อนจะเห็นว่าแขนของเขากอดมันไว้แน่น

 

            “...ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ” เสียงของคนที่น่าจะตายไปแล้วเอ่ยขึ้น ฉลามหนุ่มหันไปทางต้นเสียง มิเกลนั่งพิงกำแพงอยู่ทั้งใบหน้าไร้สีเลือด ราวกับตกใจในสิ่งที่ตนกระทำลงไปพอกัน

 

            “พอดี...ผมเหนื่อยนิดหน่อยน่ะ ให้พักหน่อยเถอะ” เสียงอ่อนล้านั้นทำให้คนฟังอดสงสัยไม่ได้ สควอลโล่ที่เป็นคนปกติที่สุดในที่นี้แล้วลุกขึ้นช้าๆ ก่อนจะเห็นว่าขาข้างหนึ่งของอีกฝ่ายถูกเสาเมื่อครู่ทับไว้สนิท!?

             “บ้าเอ๊ย!

 

            “ฮะฮะ...” ชายหนุ่มหัวเราะ ทั้งที่ไม่ใช่เวลาที่ควรจะทำเช่นนั้น แต่ก็เหมือนทุกครั้งที่ดูว่าเขาจะไม่ใส่ใจสถานการณ์สักเท่าไหร่นัก

 

            “ผมคืนให้คุณแล้วนะ...ทั้งคู่ อย่าทำให้ผมผิดหวังล่ะ” น้ำคำที่เคยรื่นหูกลับเอ่ยกระท่อนกระแท่น สควอลโล่รู้สึกถึงฝ่ามือหนักๆของแซนซัสที่วางลงบนไหล่ของเขา ก่อนที่นัยน์ตาสีฟ้าจะสังเกตเห็ตว่าทั่วพื้นจุดที่เจ้านั่นนั่งอยู่ราวกับมีธารโลหิตไหลผ่าน ของเหลวสีแดงสดเจิ่งนองกลบพื้นหินอ่อนจนแทบมองไม่เห็น

 

            “ขอร้องล่ะค่ะ..อย่าฆ่าเขาเลยนะคะ...”

 

            “แซนซัส...ไหนแกว่า...”

 

 

            “เขาไม่ได้ทำอะไรหรอก ก็แค่กระสุนเฉียดจุดตายกับโดนทำร้ายร่างกาย” ชายหนุ่มเอ่ยแก้ต่างให้แต่ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย มิเกลหัวเราะเฝื่อนๆ แผลพวกนี้เขาได้จากระเบิดในตอนแรกกับที่ร่างสูงลั่นไกเมื่อครู่ก็เท่านั้น แต่นั่นก็แสดงให้เห็นฝีมือบอสแห่งวาเรียแล้ว ว่าขนาดโดนยาโดนแผลไปขนาดนั้นใช้แค่ตัวเปล่าก็ทำเขาปางตาย...

 

            หรือจะตายจริงๆกันแน่นะ?

 

            “ที่นี่จะถล่มในอีกไม่กี่นาที...พวกคุณรีบออกไปได้แล้ว”

 

            “แก!? โว้ย!! อย่ามาทำตัวเป็นคนดีแถวนี้สิวะ!” แม้คำพูดจะเอ่ยไปเช่นนั้น แต่ความผิดชอบชั่วดีในตัวฉลามคลั่งกำลังตีกันอย่างไร้ทางออก คนตรงหน้าทำอะไรไว้เขารับรู้แล้วทุกอย่าง แต่เรื่องเมื่อครู่ล่ะ? แล้วที่รักษาเขาล่ะ ... แล้วถ้าคิดจะฆ่าแซนซัสจริง...ทำไมถึงต้องให้มันยุ่งยากอะไรขนาดนั้น...

 

            ราวกับว่าลูกกุญแจของปัญหาได้เสียบเข้าไปที่ต้นตอ

 

            “แก..คิดจะตายแต่แรกอยู่แล้วใช่มั้ย?”

 

            “...ผมจะหมดอารมณ์กับคุณอยู่แล้วนะ...” รอยยิ้มฝาดเฝื่อนปรากฏบนใบหน้าเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉลามคลั่งได้เห็น ก่อนที่ขายาวจะก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่ใกล้เป็นศพอยู่กับพื้นให้มากกว่าเดิม เปลวไฟก็ลุกโหมราวจะกั้นคนทั้งสองไว้ทันที

 

 

            “ออกไปซะ!!!!!

 

 

 

 

 

            ตูม!!!!!

 

 

 

 

 

 

            ไม่รอคำตอบ สวิตช์ระเบิดในมือถูกกดทันที โชคดีที่แซนซัสไหวตัวทันรีบคว้าคอคนใจดีไม่ถูกเวล่ำเวลาออกมาด้วย เบื้องหลังนั้นโบสถ์สีขาวถูกย้อมเป็นสีพระเพลิงโหมลุกไหม้ คงไม่ต้องมีพิธีฝังศพอีก

 

 

            “แซนซัส...นาย...”

 

 

            “อย่าพูดมาก!” ทันทีที่ก้าวพ้นบริเวณที่แรงระเบิดยังส่งถึง ร่างสูงก็แทบทรุดลงอีกครั้ง หยาดโลหิตไหลย้อนขึ้นมาจนแซนซัสสำลัก พร้อมกับที่สควอลโล่พึ่งได้เห็นเต็มตาว่าเจ้านายของเขาชุ่มไปด้วยเลือดไม่แพ้กัน!

 

            “ไอ้พวกนี้ไม่คิดจะบอกอะไรให้รู้กันเลยใช่มั้ยวะ!?

 

            ริมฝีปากร้อนสัมผัสกลีบปากนุ่มอย่างแผ่วเบา เป็นเชิงให้หยุดพูดเสียที ปนไปกับความอ่อนหวาน ที่นานครั้งจะได้รับจากคนๆนี้

 

            สายตาพร่ามัว แม้แต่ภาพของคนสำคัญยิ่งยังไม่ชัดในตอนนี้

 

            สควอลโล่อึ้งไปชั่วขณะ...

 

            “นี่ไม่ใช่เวลา...เฮ้...บอส!?

 

 

            สิ่งเดียวที่ร่างสูงจำได้ ก่อนนัยน์ตาสีโลหิตจะปิดลงอย่างเชื่องช้า...

 

 

            คือถ้อยคำสั้นๆ ที่ยากนักจะเอ่ยปากบอกตลอดเวลาที่ผ่านมา...

 

 

            “...รัก...”

 

            “แซนซัส!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            อีกด้านหนึ่งในกองเพลิงที่กำลังลุกไหม้ ร่างโปร่งนอนทอดกายอยู่กับพื้น ไถลลงจากที่พิงหลังเมื่อครู่ ในมือข้างหนึ่งกำสวิตช์ที่ใช้งานไปแล้ว กับอีกข้างคือกระบอกปืนสีเงินที่จมอยู่ในทะเลเลือดของเขาจนถึงเมื่อครู่

 

            ปัง!!!

 

            กระสุนยิงไปยังร่างที่พยายามตะเกียกตะกายพาตนเองไปที่ทางออก กระสุนโลหะผ่านศีรษะ เลวี่ อาเทนไปฝังติดผนังทันที ก่อนที่ร่างนั้นจะทรุดตัวลงกับพื้นและแน่นิ่งไปในที่สุด

 

            ริมฝีปากบางพึมพำเสียงแผ่ว เขาเหมือนได้ยินบทสวดมนต์ให้วาระสุดท้ายของตัวเอง ที่แม้แต่ขาก็ขยับไม่ได้แล้วตอนนี้...

 

            กระดูกคงหัก...ถ้าไม่แหลกละเอียดก็ต้องกายภาพบำบัดหลายปีล่ะมั้ง?... กระสุนสุดท้ายคงตัดเส้นเลือดแดงเหนือหัวใจ...อา...อะไรอีกนะ...ซี่โครงหักทะลุปอด...

 

            ดูยังไงก็ท่าจะไม่รอด...

 

            ชายหนุ่มแค่นยิ้มกับตัวเอง ก่อนจะเหม่อมองเพดานที่ทะลุเป็นรูปล่อยให้ควันดำของเปลวไฟลอยฟุ้งออกไปไกล

            เม็ดฝนร่วงลงมาแตะต้องใบหน้าทีละหยด จนกลายเป็นฝนพรำช่วยดับเปลวเพลิงที่ลุกโหม...

 

            ของเหลวที่แตะต้องใบหน้าเขาทำให้นึกถึงใครอีกคน...

 

            เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าใสกับเรือนผมสีเงินนั่น...

 

            “ขอให้มีความสุข...”

 

 

 

            นัยน์ตาสีซีดเหมือนเห็นเงาของอะไรบางอย่างที่ย่างก้าวเข้ามาใกล้ เงาสีดำท่ามกลางเปลวไฟช่างเหมือนยมทูตในภาพยนตร์

 

            “เอาสิ..ผมพร้อมแล้ว”

 

            ดวงตาคู่คมปิดลงชั่วขณะ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอย่างท้าความตาย ทว่า...

 

 

 

 

 

            !!!!???

          

 

            เทวดาในชุดสีขาวยืนอยู่ตรงหน้าเขา...แต่เป็นเทวดาที่ไม่มีปีก ร่างสูงสง่าประดับใบหน้าด้วยรอยยิ้มอบอุ่นและเรือนผมสีเงินประบ่าทรงเดียวกับฉลามคลั่งที่เห็นเมื่อครู่ แทบจะคล้ายเป็นพิมพ์เดียวกันเสียแต่ว่าคนตรงหน้ามีเค้าของความสุขุมกว่า ทั้งยังอายุมากกว่า...แต่ว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่เรื่องนั้นอีกต่อไป..

 

            ราวกับว่าทุกสิ่งอย่างที่ตนเพียรพยายามทำมาแหลกสลายไปต่อหน้า...

 

            มันไม่มีความหมายอะไรเลย...

 

            “ฮะ..ฮะ..” เสียงแค่นหัวเราะราวกับสะอื้นไห้ ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กหนุ่มวัยไม่ประสีประสาอีกครั้งหนึ่ง รอยยิ้มอบอุ่นของเทวดาผู้เยือกเย็นกลางกองเพลิงราวกับจะโอบอุ้มวิญญาณหลงทางไปสู่สวรรค์

 

 

 

            หยดน้ำที่แตะต้องใบหน้าในตอนนี้ ไม่ใช่สายฝนพรำอีกต่อไป...

 

 

 

           

            ก่อนสายฝนที่ร่วงหล่นจะถูกกลืนด้วยสีแดงฉาน...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC > Chapter 31 - พอดีตัดช่องไม่พอน่ะ .. + ส่งท้าย = อีกสองตอน จบจริงบ่อิงนิยายเจ้า

 

ถึงตอนนี้ก็ต้องพูดกันคนอ่านหนี(?) ไม่ได้ยืดเรื่องนะฮะ แต่มันตัดไม่ลงจริงๆ (ฮา) 

 

ขอขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอดนะฮะ เหลืออีกสองตอนเอง รอ ร๊อ รอ กันหน่อยน่อ~

 

 

 

 

 

 

SARAIL :: เหลืออีกสองวิชายังบ่ได้อ่านเลย กระซิก ..

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านแล้ว....รู้สึกว่า....

ไม่ใช่บอสเมพเกินหรอก >v<

แต่มิเกลอ่อนเอง 55555+

ใช่ทั้งยาทั้งอะไรต่อมิอะไรยังแพ้เขา OTL มิเกลเอ๋ย มิน่าล่ะแกถึงแพ้สิงโต T T

(ปล1. หลามมาได้ทันเวลามาก)

(ปล2. รอตอนต่อไป >< )

#1 By Mukkuk on 2009-07-29 00:27

^
^
โอ๊ย เคะอย่างนั้นทำบอสเลือกตกยางออกได้ขนาดนี้ก็พยายามเต็มที่แล้วน่า อึดถึกขนาดนั้น

#2 By sarail on 2009-07-29 06:26

อ่าสป๋าบอกรักหลามแล้วเหรอ ซับน้ำตาซิกๆ
กิ๊ว~~~ ท่านซาอัพแล้ว


อิทธิพลของการสอบช่างยิ่งหญ่ายยยยยยยย!!!!55+


ป๋าเก่งที่สุด/แปะๆ


มิกกี้หนีเลโอเน่มาเล่นซนชิมิเคอะ!!!


ทำไมกัน!!!! รู้สึกว่าตอนนี้รัก เลโอเน่*มิกกี้ เข้าเส้น/โดนโบก

#4 By KuLt_LuCiFeR on 2009-07-29 15:05

เพิ่งเห็นตอนนี้แหะ เหอๆๆ

แหม่บอส ทำตัวดีนะ คว้าหลามเป็นอย่างแรกเนี่ย ฮ่าๆๆๆๆๆ มีการแอบ หยอดหนึ่งคำ ก่อนสลบ ทำตัวเป็นพระเอกไปหน่อยนะบอสสสส

โมเอ้! มากกกก
รออ่านตอนหน้านะจุ

#5 By เฟียร์ . Fiar on 2009-08-19 15:43