[Denunci]Chapter 31
posted on 31 Aug 2009 15:57 by sarail in FictionChapter: 31
Fandom: KHR
Pairing: XS
Note:(หัวเราะแปลกๆ) เอาล่ะ อาทิตย์หน้าสอบ... (พูดแบบนี้.. ขาประจำน่าจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปแฮะ)
- กำลังรู้สึกแย่ที่ทำไม่ทันแคปซูล
- แต่ก็นะ.. ผมถือคติ "เปิดเพลงตามใจดีเจ" กร๊ากกกกก
--------------------------------------------------
Chapter 31
Like a human can
ซ่า...
สายฝนพรำลงมา ณ เนินทุ่งหญ้าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งศาสนสถานสูงใหญ่ที่ไร้ผู้พบเห็น ร่างโปร่งยืนหยุดอยู่หน้าแท่นสลักหินอ่อนสลักชื่อคนสำคัญยิ่ง อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งที่เคยอยู่เต็มที่ในหัวใจตน
“ฝนตกแล้วนะ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเบื้องหลัง ชายหนุ่มหันไปพบกับเพื่อนสนิท บอสแห่งคาวัลโรเน่อยู่ในสูทสีขาวพร้อมกับช่อดอกกุหลาบสีเดียวกันอยู่ในมือ ไกลออกไปนั้นนัยน์ตาสีฟ้าสังเกตเห็นคนขับรถของอีกฝ่ายรีบถือร่มวิ่งเข้ามา
สเปลบี สควอลโล่ ถอนหายใจช้าๆ ก่อนจะหันมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติของตน
“แกซื้อมางั้นเหรอ?”
“อืม...แต่ถ้ารู้ว่าวันนี้นายจะมา ฉันก็คงไม่มาเป็น กขค หรอก” ร่างสูงกว่าหัวเราะเบาๆ พลางก้มตัวลงวางช่อดอกไม้สีขาวนั้นกับแท่นสลักหิน เคียงข้างกับดอกไม้สีแดงที่วางอยู่ก่อนแล้ว
“รสนิยมดีนี่”
ร่างโปร่งไม่ได้ตอบอะไร นัยน์ตาคู่สวยหยุดสายตาอยู่ที่ช่อดอกไม้สีชาดด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ก่อนที่เสื้อคลุมตัวหนาจะถูกอีกฝ่ายสวมคลุมไหล่ให้อย่างถือวิสาสะ
“กลับกันเถอะ เดี๋ยวฉันไปส่ง”
+++++++++
ทำไมนายถึงไม่เคยบอกฉัน?
ทำไมนายถึงพูดมัน..ในเวลาแบบนั้น....
ความจริงจากปากคนอย่างนายไม่ใช่เรื่องโกหกใช่ไหม?
แซนซัส...
ฉลามคลั่งเคยคิดว่า ช่วงเวลาที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิตผ่านไปแล้วอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง
ร่างโปร่งนั่งอยู่บนเตียงกว้างของห้องที่ว่างเปล่า เดือนกว่าแล้วที่ไร้ซึ่งสรรพเสียงของสิ่งมีชีวิต
ไม่ใช่ครั้งแรก...
ที่เขาปรารถนาไออุ่นจากร่างนั้นอีกสักครั้ง...
แกร็ก
ประตูเปิดออกอย่างเชื่องช้า เจ้าชายนักฆ่ายืนอยู่ตรงนั้น เด็กชายที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่รู้จักโตทำให้ร่างโปร่งหงุดหงิดอยู่เสมอ
นัยน์ตาสีใสเบื้องหลังกรอบเรือนผมสีทองจับจ้องมาที่นักล่าบนผืนทะเลเลือด
“สควอลโล่ มาม่อนให้เจ้าชายมาบอกว่าได้เวลาแล้ว”
เจ้าของเรือนผมสีเงินพยักหน้า มือเรียวปัดไล่อีกฝ่ายไปอย่างเหนื่อยหน่าย แต่ก็เป็นคำตอบรับของเขาด้วยเช่นกัน
“เดี๋ยวฉันไปน่า”
แม้ท่าทางนั้นจะเหมือนขับไสไล่สงทางอ้อม แต่เจ้าชายน้อยจะหารู้สึกรู้สาด้วยก็หาไม่ เด็กหนุ่มก้าวขามาหยุดอยู่ตรงหน้าคนที่นั่งเฉยอยู่บนเตียง ก่อนจะทิ้งตัวลงซบร่างโปร่งที่ตั้งตัวไม่ทัน
“เฮ้ย!?”
มือเรียวพยายามผลักอีกฝ่ายออก ทว่าร่างเล็กกว่ากลับกอดแน่น
“เจ้าชาย...ไม่ผิด...เจ้าชายไม่เคยขอโทษใคร...แต่ว่า...”
ไม่ทันจบประโยค สัมผัสเบาบางจากฝ่ามือใต้ถุงมือหนังก็ทิ้งตัวลงบนศีรษะ
“ไม่ใช่ความผิดของแก”
ของฉันต่างหาก...
ทุกอย่างที่เกิด ตั้งแต่ที่ไม่ทำตามคำสั่ง ทำอะไรตามใจตัวเอง จนสุดท้าย...
คนที่เจ็บปวดที่สุดคงไม่ใช่เขา แต่...
ความรู้สึกผิดถาโถมเสียยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
ภาพของร่างสูงที่นอนทอดกายอยู่บนเตียงขาวล้อมรอบด้วยสายระโยงรยางค์ของอุปกรณ์รั้งชีวิตไว้ทำให้ร่างโปร่งรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็ง
ครั้งนั้นอีกฝ่ายก็มีสภาพไม่ต่างจากนี้ หากเปลี่ยนเตียงขาวเป็นกรงขัง และเปลี่ยนผืนผ้าห่มเป็นก้อนน้ำแข็ง
แพทย์รายงานผลการตรวจประจำวันอยู่ข้างๆหูเขา
แต่สควอลโล่ฟังมันผ่านไป เพราะมันไม่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา
แซนซัสหลับไปได้เดือนกว่าแล้ว
ตั้งแต่วันนั้น...
และไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น..
บาดแผลภายนอกทุกอย่างได้รับการเยียวยาทั้งหมด แต่เหตุใดอีกฝ่ายจึงแปรสภาพจากราชาบัลลังก์เลือดเป็นเจ้าชายนิทราก็ไม่อาจทราบ
จากที่เคยรอคอยอยู่ทั้งคืนวัน เปลี่ยนเป็นหนีห่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ความผิดของฉัน...
“สควอลโล่จ้ะ?” เสียงลุสซูเรียดังขึ้นเมื่อเห็นว่าผู้รักษาการณ์ตำแหน่งหัวหน้านิ่งเงียบไปนาน เจ้าของชื่อกระพริบตาถี่ เขารู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างรื้นขึ้นมาที่ตา
นัยน์ตาสีฟ้าที่เคยกระจ่างใสดูซีดเซียวลงอย่างเห็นได้ชัด
เท่านั้นผู้พิทักษ์แห่งอรุณก็พาเจ้าชายน้อยออกไป ราวกับรู้ใจว่าร่างโปร่งต้องการอยู่กับนภาของตนเพียงลำพัง
ไม่มีบทสนทนาใดๆ ระหว่างคนหนึ่งที่ไม่อาจรับรู้อะไร และอีกคนที่ไร้หัวใจเกินจะเอ่ยปาก
เธอเป็นคนที่มีความหมายมากที่สุด
ทั้งที่ไม่ใช่ผู้ร่วมสายโลหิตหรือผู้มีพระคุณยิ่ง
แต่ในฐานะผู้หญิงที่ไม่ใช่คนรัก
ไม่ว่ายังไง...ฉันก็ไม่สามารถมอบคำนั้นให้ใครคนอื่นได้อีก
หากคำว่ารักนั้นหมายถึงการทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจให้ใครสักคน ฉันคงพูดได้เต็มปากว่าไม่อาจมอบคำนั้นให้เธอได้ แม้แต่คำโกหกก็ตามที
คำหลอกลวงไม่อาจได้มาซึ่งความจริงใจ ตัวเธอเองที่ไม่อาจมอบความจริงใจให้กับฉันก็เช่นกัน
แม้ครั้งหนึ่งที่เราได้พานพบต่างเป็นแผนการของการแก้แค้น แต่ฉันไม่เสียใจเลยที่ได้สัมผัสหัวใจของเธอ
ขอบคุณ...สำหรับทุกอย่าง
ตอนนั้นที่ฉันหลับฝันไป เป็นเธอใช่ไหมที่ดึงฉันขึ้นมา
“..ถ้าเธอได้ยินล่ะก็...” ริมฝีปากบางเอ่ยเสียงแผ่วขณะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง มือเรียวบนผืนผ้าปูขาวที่เย็นเยียบราวกับร่างตรงหน้าขาดไออุ่นจากเปลวเพลิงสุมภายในใจ
ช่วยฟังความเห็นแก่ตัวของฉันหน่อยจะได้มั้ย?
ต่อให้ต้องละศักดิ์ศรีหรือความทระนงตน
ฉันจะไม่เสียใจเลย
หากได้ท้องฟ้าของฉันกลับคืนมา
+++++++++
รักฉันมั้ย?
รักมากที่สุด
มากที่สุด....
โกหก!!!
หญิงสาวนั่งอยู่กลางทุ่งดอกไม้สีขาว ร่างบางหลับตาลงราวกับรอคอยอะไรบางอย่าง จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆชัดเจนขึ้นในมโนสติ นัยน์ตาสีฟ้าใสจึงลืมตาขึ้นพบความจริงตรงหน้า
เจ้าของนัยน์ตาสีโลหิตยืนอยู่ตรงหน้า ร่างสูงสง่าในชุดเครื่องแบบที่คุ้นเคยทว่ากลับไม่มีคราบคาวโลหิตเช่นปกติดังเครื่องประดับประจำกาย ชายหนุ่มหรี่ตาลงราวกับไม่เชื่อสายตา ก่อนจะหันหน้าไปทางอื่นราวกับว่าเขายังมีที่ไหนให้ไปกระนั้น
“หลงทางเหรอคะ?”
ในแง่หนึ่ง เขาช่างน่าอิจฉา
เป็นผู้ชายที่เพียบพร้อมด้วยอำนาจและบารมี รายล้อมหน้าหลังด้วยบริวารที่ภักดียิ่ง
แต่นภาผู้กล้าแกร่งกลับไม่เคยแยแสสิ่งที่ตนได้มาอย่างง่ายดาย เหตุใดกัน? เพราะเป็นสิ่งสำคัญจึงจงใจให้ประสบอันตรายเยี่ยงคุณค่าของมันอย่างนั้นหรือ
หรือแท้จริงแล้ว ใจจริงของเขา ก็เพียงชายที่ไม่รู้จักพอ
ความสงสัยค่อยแปรเปลี่ยนเป็นความสนใจ ตั้งแต่เมื่อไรกันที่สายตาหยุดอยู่ที่เขาคนนั้น
ดวงตาสีทะเลโลหิตล่องลอยไปยังท้องนภาสีหม่น ครึ้มไปด้วยเมฆฝน
ครั้งนั้นบุรุษผู้มากับสายฝนก็ปรากฏตัว
เธอรับรู้โดยทันทีว่า
นั่นคือนัยน์ตาที่มีไว้มองสิ่งสำคัญยิ่งเท่านั้น
!!!!
ฝ่ามือบางวาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็วหมายจะประทับรอยบนใบหน้าร่างสูง ทว่าอีกฝ่ายจับข้อมือเล็กไว้อย่างไม่สะทกสะท้าน เพียงกำลังผู้หญิงธรรมดาไม่อาจสู้รบปรบมือกับนภาสีโลหิตได้เลยสักนิด
ท้องฟ้าใสที่สะท้อนอยู่หลังดวงตากลมโตหลั่งเม็ดฝนโปรยปราย
“ฉันเคยชอบคุณมาก ต่อให้คุณไม่ได้รู้สึกอะไรกับฉันที่เป็นคู่หมั้นก็ไม่เป็นไร...” เสียงหวานตัดพ้อทั้งน้ำคำสั่นระริก นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ใจจริงของเธอได้เผยต่อผู้อื่น คนที่ทำลายชีวิตเธอ คนที่เธอแค้นนักหนา แล้วยังเป็นคนที่...
มือหนาละจากร่างตรงหน้า เอลด้าปาดน้ำตาลวกๆทว่าสายธาราที่หลั่งไหลดูจะไม่หยุดง่ายๆ เสียงสะอื้นเครือไปกับเสียงกรีดร้องของความรู้สึกที่ร่างบางไม่เคยบอกให้ใครรับรู้
“แล้วคุณก็ทำลายชีวิตฉัน! ฆ่าฉันทั้งเป็น!! ให้ฉันทนอยู่กับความมืดมิดมาตลอด!! แล้วยัง...ยังไม่สาแก่ใจคุณอีก!!??” มือเรียวกำแน่น ดวงตาคู่สวยขุ่นมัวด้วยความแค้นเคือง แค่หญิงสาวตัวเล็กๆคนหนึ่งกลับหาญกล้าทำในสิ่งที่ใครหลายคนคงคิดจะทำเป็นสิ่งสุดท้าย ทำร้ายร่างกายหัวหน้าวาเรียแล้วยังมีชีวิตอยู่ได้หลังจากวินาทีนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้น แต่คนตรงหน้าก็ละทิ้งสิ่งที่เรียกว่าชีวิตไปแล้ว จะกล้าได้ก็ไม่แปลกเพราะเธอไม่มีอะไรจะเสียอีก
“สควอลโล่ช่วยฉันออกมา แต่...”
ฉันเกลียดเขา
เกลียดที่คุณให้ความสนใจกับลูกน้องคนหนึ่งมากกว่าคู่หมั้น
เกลียดที่สายตาที่คุณมองเขาอย่างสิ่งสำคัญ
เขาทำให้ฉันอิจฉา
แต่...
แต่ก็...
“…รักมันมากใช่มั้ยล่ะ?” ถ้อยคำนั้นเอ่ยปากกับคู่สนทนาเป็นครั้งแรก เอลด้าเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย ใบหน้าของอีกฝ่ายไม่อาจแสดงอะไรไปมากกว่าความเรียบเฉยทั้งน้ำคำธรรมดาแต่กลับโหดร้ายยิ่ง
ทิ่มแทงหัวใจเสียยิ่งกว่าคมหนาม
“ฉันเกลียดคุณที่สุด!!!”
ร่างโปร่งเจ้าของรอยยิ้มฉาบฉายความมั่นใจ ชายหนุ่มที่ช่วยเธอ คนที่เธอใช้เป็นเครื่องมือให้คนตรงหน้ารู้จักคำว่าเสียใจบ้าง
เพราะเขาทุกอย่างถึงผ่านมาได้
ตั้งแต่ที่เขาไม่ลงดาบสังหารเธอ
ทั้งที่ความจริงแล้ว...ตอนนั้น
ที่หญิงสาวไปหยุดอยู่ขวางหน้าเขา... มันไม่อยู่ในแผน
ถ้าผู้มอบชีวิตอันดำมืดต่อให้เธอคือนักฆ่าผู้สังหารคนมากมาย จะช่วยคลายความทุกข์โศกบนโลกนี้ให้เธอก็ยินดี
“ชีวิตฉันเป็นของคุณ จะฆ่าจะแกงยังไงก็เรื่องของคุณ”
ถ้อยคำนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก ใจจริงแล้วนั้นร่างบางปรารถนาความตาย วิงวอนร้องขอเสียจนเสียศักดิ์ศรี แต่คนคนนั้นก็หาได้ทำ หาได้หยุดแผนการที่จะทำลายเจ้านายของเขา ปล่อยให้เธอคนนั้นโลดแล่นผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนดอกไม้ที่กลีบหลุดริ้วใบจากต้น
มือนั้นที่ช่วยให้เธอรอดทั้งที่ไม่อยากได้ชีวิตอยู่ต่อ มอบความมืดมิดให้ทั้งที่ไม่เคยร้องขอ กลับเป็นมือเดียวกับที่โอบอุ้มเธอจากกองไฟและซากศพ เป็นมือที่จับมือเธอพาก้าวเดิน
เป็นมือเดียวกับที่คลุมเสื้อตัวหนาบนไหล่บาง ปกป้องเธอจากอันตรายทั้งที่ไม่รู้ความจริง
ถึงจะอยู่ในโลกโสมม แต่เขากลับเป็นน้ำฝนที่แจ่มจรัส
“เพราะ..เพราะฉันเป็นผู้หญิงงั้นเหรอ.. ทำไมฉันถึงอ่อนแอขนาดนี้... เพราะเขาสงสารเหรอฉันถึงได้หวั่นไหว.. แล้วฉันผิดมากใช่มั้ยที่รู้สึกแบบนี้!”
ร่างบางหายใจติดขัด ตัดพ้อทั้งหลั่งน้ำตาอย่างลืมอาย ไม่เกรงกลัวว่าใครจะนินทา ความโกรธเกรี้ยวที่ไม่เคยให้ใครรับรู้ระบายออกจนหมด มือบางยกขึ้นปิดบังใบหน้าที่หลั่งสายธาราแห่งความพ่ายแพ้
เหมือนผู้หญิงหลากใจ เพียงแค่ใครมอบความอ่อนโยนให้ก็หวั่นไหว
เธอไม่อยากเป็นคนแบบนั้น...
แต่..
ทำไม...
“ไม่ใช่”
เสียงที่เงียบฟังไปนานเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ที่นัยน์ตาคู่คมสบกับดวงตาดั่งแก้วใสที่จมในทะเล ริมฝีปากนุ่มเผยอเล็กน้อยเหมือนจะเอื้อนเอ่ย แต่เสียงในลำคอกลับขาดหายไป
“เพราะเป็นมนุษย์ต่างหาก”
นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้างกับคำตอบที่ได้รับ น้ำตาหยุดไหลพร้อมกับถ้อยคำที่ตนไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูด หรือ...ไม่น่าจะมีวันที่เขาพูดแบบนั้น
บรรยากาศรอบตัวราวกับว่าโลกนี้มีเพียงคนแต่สองคน
ความเงียบทำให้ร่างบางเข้าใจอะไรบางอย่างได้ชัดเจนขึ้น
“คุณรู้แต่แรกแล้ว?”
เจ้าของนัยน์ตาสีโลหิตไม่ตอบรับ ทว่าชายหนุ่มทอดสายตาต่ำลง จากที่เคยมองอยู่ ณ ที่สูงขึ้นไป
เอลด้าเข้าใจว่านั่นคือคำตอบของเขา
…เป็นความเมตตา...ที่ไม่สมควรเลยนะ
ให้ได้ตายด้วยน้ำมือคนที่รัก…
ให้ได้สัมผัสความสุขในช่วงเวลาสุดท้าย
มีหรือที่แซนซัสจะไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร ทำไมร่างสูงจะไม่รู้ว่าคนแบบไหนที่จะทำให้ฉลามคลั่งสนใจได้ แผนการที่ดูเหมือนแยบยลทว่ากลับเต็มไปด้วยจุดอ่อนซึ่งเล่นตลกกับจิตใจคนกลับผ่านมาอย่างง่ายดาย จะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่ใช่ฝีมือใครบางคนปล่อยให้มันล่วงเลยไป
...แซนซัสเองอาจจะอยากรู้ก็ได้ ว่าสควอลโล่ทำได้จริงอย่างปากพูดรึเปล่า...
“ช่วยฆ่าฉันที”
ครั้งนั้นก็ไม่ใช่หรือ คนที่ตอบรับคำขอของเธอ ความต้องการที่จะให้ความตายของตนมีความหมาย หาใช่ให้ความอ่อนแอของร่างกายมานำพา
อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้เป็นที่สุดของใครสักคน
เขา...คนที่ทำตามความปรารถนาครั้งสุดท้ายที่ยังมีชีวิตของเธอ...
“ฉันเกลียดคุณ...คุณที่ได้สิ่งที่คุณต้องการง่ายๆโดยไม่ต้องพยายามอะไรเลย คุณที่เขาคนนั้นรักมากไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คุณที่...จนถึงขนาดนี้…”
เสียงหวานเอ่ย ทว่าไม่มีถ้อยคำตัดพ้อเช่นเมื่อครู่
“แต่คุณก็เป็นคนเดียวกับที่เขา...รักมากที่สุด...”
‘เขา’ เป็นคนที่ดึงฉันขึ้นมาจากความมืดมิด แต่ ‘คุณ’ เป็นท้องฟ้าสีดำที่แสงสว่างจะส่องประกายได้ชัดแจ้งมากที่สุด...
“เพราะอย่างนั้น...”
รอยยิ้มนุ่มนวลทั้งถ้อยคำอ่อนหวานเลือนหายไป
“ไม่ใช่ในส่วนของฉัน แต่ฉันขอร้องคุณอีกซักครั้ง ให้ความสำคัญกับเขาให้เท่ากับที่คุณคิดว่าเขาสำคัญ ให้เขาได้รับรู้ความรู้สึกของคุณบ้าง เพียงแค่คำพูดธรรมดา...ก็ทำให้คนเรามีความสุขได้แล้วนะคะ”
แม้ว่าบางครั้งเพียงแค่คำพูดอาจไม่พอเพียง
แต่ ‘แค่คำพูด’ เมื่อครู่นั้นกลับทำให้เธอตาสว่าง
“ขอบคุณ......”
และ...
แสงสว่างฉายบาดตา ดั่งอาทิตย์ไร้สีอัสดงกลางหมู่เมฆ
ครู่หนึ่งที่หยุดหายใจ ร่างตรงหน้าสลายไปดั่งกลีบดอกไม้ต้องลม
“ลาก่อนค่ะ”
+++++++++
นัยน์ตาสีโลหิตลืมตาขึ้น ผนังสีขาวและกลิ่นยาฆ่าเชื้อทำให้ตนรับรู้ได้ทันที่ว่าสถานที่นี้หาใช่ห้องนอนที่คุ้นเคยไม่ ทว่าเมื่อนัยน์ตาคู่คมกวาดสายตามองรอบกาย สิ่งที่สะดุดสายตาเขามากที่สุดคือเรือนผมสีเงินของร่างที่นอนฟุบหน้าอยู่ข้างเตียง
เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของร่างที่คุ้นเคยทำให้ชายหนุ่มอดแปลกใจไม่ได้ ครั้งสุดท้ายที่เจอร่างตรงหน้าผอมลงก็จริง แต่ครั้งนี้กลับดูซีดเซียวลงไปราวกับอดหลับอดนอนมาหลายคืน
แม้คนบนเตียงจะเคลื่อนไหวขนาดนี้ร่างโปร่งกลับยังไม่ตื่น ดูเหมือนว่าความสามารถเรื่องการป้องกันตัวของนักฆ่าหนุ่มจะเหลือติดลบ หรืออาจเพราะชายหนุ่มไม่ใช่ศัตรูก็เป็นได้
ร่างสูงรู้สึกเหมือนแขนไม่มีแรงเอาเสียเลย ซึ่งนั่นเป็นปกติของคนที่นอนพับกับเตียงมาเกือบเดือน แต่ชายหนุ่มยังเหลือแรงพอที่จะยันกายขึ้นนั่งพิงกับหมอนใบโตที่หัวเตียง
ใบหน้าได้รูปหลับตาพริ้ม ถอนหายใจเป็นจังหวะเสียงแผ่วเบา เรือนผมสีเงินที่เคยถูกตนตัดสั้นไปตอนนี้เริ่มยาวระบ่า เวลาผ่านไปเท่าไหร่กันแต่เขากลับรู้สึกเหมือนครั้งนั้น...
ครั้งที่ลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับร่างนี้ที่ผมยาวถึงกลางหลัง
ตอนที่เขา...
รู้สึกว่า...
บางทีการเชื่อในใครสักคนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
แต่แล้ว
“ทำไมต้องฆ่าล่ะ...แซนซัส!!”
....ผิดหวังอีกครั้ง...
ทั้งที่คิดว่าจะเข้าใจ ทั้งที่คิดว่ามีมันคนเดียวที่ยังไงก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง...
ฝ่ามือหนาเกลี่ยเรือนผมนุ่ม สัมผัสแตกต่างไปจากที่กระทำในความฝัน ไม่ใช่แค่เพราะคนที่ได้รับความรู้สึกนั้นแตกต่างกัน แต่เพราะความรู้สึกของผู้กระทำนั้นเปลี่ยนไปด้วย
เพราะเป็นมนุษย์ยังไงล่ะ...
เหนือสิ่งอื่นใด....
“อือ...” ร่างโปร่งพึมพำเสียงเบา นัยน์ตาสีฟ้าใสกระพริบช้าๆก่อนจะลืมตาขึ้นมองความจริงตรงหน้า
คนไข้ที่เขามาเฝ้ากลับเป็นฝ่ายตื่นก่อน
“หลับสบายเลยสินะแก?”
ฉลามคลั่งเหมือนจะเอ่ยปากตอบ ก่อนร่างโปร่งจะรีบลุกขึ้นแล้วเดินออกไปข้างนอก
มือหนาหยุดค้างอยู่ที่เดิม จากที่เอื้อมไปหมายจะคว้าเรือนผมอีกฝ่ายไว้ทว่ากลับไม่เป็นเช่นเมื่อก่อน
เหตุใดคนตรงหน้าถึงได้รีบรุดออกไปอย่างนั้น?
ตั้งใจหลบหน้าเขางั้นเหรอ?
เขาไม่เคยรอใคร และไม่มีวันรอด้วย!
“ไอ้สวะ!!!”
เสียงเข้มตวาดกร้าว คนที่หยุดอยู่หน้าประตูชะงักค้างอยู่กับที่
“อะไรล่ะ”
“จะไปไหน”
“ตามหมอ” ร่างโปร่งว่าอย่างหงุดหงิดขณะมือจับอยู่ที่ลูกบิดประตู ร่างสูงรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างแปลกไป...
“มานี่” เสียงสั่งเอ่ยเฉียบขาด สควอลโล่ก้าวขากลับมาหยุดอยู่ข้างเตียง
“จะเอาอะไรล่ะบอส?” เสียงตอบยียวนทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ไอ้สวะนี่มันเป็นอะไรของมัน
“จูบ”
ชายหนุ่มเอ่ย พลางคิดว่าอีกฝ่ายต้องมีปฏิกิริยาต่อต้านเป็นแน่
ทว่าเพียงชั่วเสี้ยววินาที กลีบปากบางก็สัมผัสที่ริมฝีปาก
ร่างสูงชะงักค้างอยู่กับที่
“ฉันไปตามหมอล่ะ”
รอยยิ้มมาดมั่นที่เห็นอยู่บ่อยครั้งวาดบนใบหน้าสว่างไสว
เกิดอะไร..ขึ้นกับแก...
T B C > > > เร็วๆนี้ (เพราะมันช่วงสอบยังไงล่ะ!! TT[]TT!!!!)
จบโซนเอลด้าสมบูรณ์แบบ อา.. คิดถึงเธอจัง ชอบเธอจัง เธอที่น่ารัก อ่อนหวาน แล้วยังกล้า(พยายาม)จะตบบอส (กร๊ากกกกกกกกกก) เป็นผู้หญิงในฝันเลยนะ มาดมั่น ตั้งใจ แต่ก็เพีัยบพร้อม
...แต่สงสัยจะอับโชคเรื่องผู้ชาย... OTL OTL OTL ขอโทษนะเอลด้า เขียนตอนนี้แล้วกลับมาเป็นที่รักของคนเขียนเหมือนเดิมนะ TTwTT
แต่.. ตัวละครในเรื่องนี้ทรยศความรู้สึกตัวเองกันทุกคนเลยนะ..
กัดฟันส่งคนที่รักให้ชายอื่น(?)ทั้งน้ำตาจะเจ็บปวดแค่ไหนนะ เอ.. แต่เธอเองก็สาววาย? ..
Denunci = Betray ตอนตั้งชื่อนีั้ไม่ได้คิดอะไรเท่าไหร่ แต่พอผูกเรื่องแปลกๆต่อยอดจากที่คิดว่าเป็นตอนสั้นๆขึ้นมาได้แล้วก็ขำ ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ( ไว้ตอนสุดท้ายจะเปิดกลับไปดูว่าเขียนมานานเท่าไหร่แล้วหนอ)
// อาจจะดูเป็นเด็กไม่ดี แต่ใกล้จบแล้ว ขอคอมเม้นต์ยาวหน่อยได้มั้ยฮะ (ขำ)
• จริงๆไม่ติงนัง เหลืออีก 2 ตอน (ตอนสุดท้ายคือตอนหน้า ถ้ามันไม่บ้าแบ่งพาร์ตมา กับอีกตอนคือส่งท้าย อ๊าย~~)
• คราวนี้คงขายแต่ทางไปร เพราะขี้เกียจไปงาน = = อย่างน้อยก็ภายในปีนี้ล่ะนะ...//
SARAIL

สมเป็นป๋า ฟื้นมาก็ จูบบบบ!!!! 55+
เข้าใจความเจ็บปวดของเอลด้าแล้วแฮะ.....
ท่านซาใจร้าย ตัดฉับเลยอ่ะ... อย่ามา endif แถวนี้น๊า!! ถ้ายังไง แถม else มาด้วยสิฮร้า/โดนโบก
ขายทางไปรฯอย่างเดียว O[]O โนววววว!!!
จะได้นอนเป็นศพทันทีที่หนังสือมาถึงบ้านแน่ๆ เจ้าค่ะ!!
#1 By KuLt_LuCiFeR on 2009-08-31 16:46