[SF] Zwei und Zehn
posted on 27 Sep 2009 20:55 by sarail in Fiction
Fandom: KHR
Pairing: *X* main
Rate: PG-13
Note: to P'fiar สุขสันต์วันเกิดแบบเลทๆ..OTL
---------------------------
'Zwei und Zehn'
-1-
"ถ้าเลือกความเจ็บปวดล่ะก็..."
มือนั้น เป็นมือของปิศาจ
เชื้อเชิญเข้าสู่ความมืดอย่างนุ่มนวล
และฉุดกระชากผู้ปฏิเสธไปในเส้นทางเดียวกันอย่างไร้ความปราณี
"ฉันจะเป็นคนมอบมันให้กับแกเอง"
-2-
วูบหนึ่งที่ถูกฉุดกระชากลงไป
ที่นี่ที่ไหน?
มันควรจะเป็นประโยคแรกที่ร่างสูงเอ่ยปาก
เจ้าของนัยน์ตาสีโลหิตไม่อาจสัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิต อากาศ หรือความร้อน ในจุดที่ตนยืนอยู่
ความมืด... สีดำรอบตัวที่กลืนกินทุกสรรพสิ่งจนเขามองไม่เห็นแม้แต่ร่างกายของตนเอง
น่าแปลกที่ความรู้สึกบางอย่างถูกกลืนหายไปเช่นเดียวกัน ความนึกคิดที่หนักอึ้งถูกยกออกจากศีรษะอย่างง่ายดาย แต่กลายเป็นว่าฝ่ามือและท่อนขากลับหนักหน่วงเสียจนตรึงตนไว้กับที่
พอดีกับที่เขาได้เห็นภาพของคนผู้หนึ่งในสายตา
ภาพของบุรุษที่มีท้องนภายามค่ำโรยตัวอยู่เบื้องหลัง
“น่าสมเพช”
-3-
ถ้อยคำที่เอ่ยจากปากผู้มาเยือนเป็นบทสนทนาประการแรก พร้อมกับหยุดอยู่เป็นบทสุดท้าย
และเลือนหายไปพร้อมกับแสงสว่างที่เจิดจ้าจนแสบตา
มันเป็นใคร!?
ลำคอหาได้แห้งผาก ริมฝีปากหาได้ปิดแน่น ทว่าเสียงนั้นไม่อาจดังออกไปให้อีกฝ่ายได้ยินได้
เป็นครั้งแรกที่มนุษย์ผู้หนึ่งได้ตระหนักถึงความไร้พลังของตนเอง
-4-
ผืนดินอ่อนนุ่มและเปียกชื้น
สีดำที่เปลี่ยนเป็นสีขาว กลับกลายเป็นทิวทัศน์ไม่คุ้นตาอีกครั้ง
หรือแท้จริงแล้วมันเคือสิ่งที่คุ้นเคย?
แซนซัสรู้สึกว่าตนยืนอยู่บนพื้นดินอีกครั้ง จากที่เหมือนไร้ตัวตนบนโลกใบนี้อยู่เมื่อครู่
ใจร้อนสุมยังไม่จางหาย ความเย็นของอุณหภูมิก็เข้ามาแทนที่
กลิ่นฝน...?
ปราสาทที่กลายเป็นซากปรักหักพัง
ครั้งหนึ่งนั้นเคยเป็นหอคอยสูงสง่าและป้อมปราการเหล็กกล้า
พร้อมด้วยนักรบผู้พร้อมพลีกายถวายชีวิต...
เขาก้าวผ่านรั้วเหล็กที่เหลือแต่โครงปะติมากรรม ผ่านสวนเขียวขจีที่มีร่องรอยของการสู้รบจนโลหิตหลั่งรดพื้นปฐพี ประตูเหล็กที่เป็นหน้าด่านของเคหสถานเหลือเพียงซากตะกั่วที่หลอมเหลว
ครั้งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้...
คือ ปราสาทวาเรีย
-5-
ความประหลาดใจแล่นผ่านเข้ามาในความคิด คนทั่วไปอาจตกใจจนทำอะไรไม่ถูกว่าที่อยู่ของตนถูกทำลาย แต่แซนซัสแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เขาแสดงความรู้สึกนั้นได้
ชายหนุ่มก้าวข้ามพรมสีฉาน ร่างของวาเรียระดับล่างที่ตนไม่เคยจำหน้าแต่เอ่ยขานใช้งานเป็นประจำนอนทอดกายอยู่กับพื้น บ้างศีรษะกับลำตัวยังติดกันอยู่ดี บ้างอวัยวะสำคัญขาดหายไปอยู่ใต้กองเศษอิฐที่ร่วงลงมาพร้อมกับแชนเดอเลีย
อัศวิน...
ที่จบชีวิตด้วยความห้าวหาญ
หรือแค่หนีตายให้จ้าละหวั่นกันแน่?
อาจจะดูไร้มนุษยธรรมไปสักนิดกับความคิดเช่นนั้น แต่คนไม่โง่ย่อมดูออกว่าทุกร่างมุ่งหมายไปที่ทางออก
ครู่หนึ่งที่ฝ่าเท้าเหยียบย่ำศีรษะของร่างที่แน่นิ่งอยู่กับพื้น
แล้วขาของเขาก็ทะลุผ่านร่างนั้นไปราวกับอากาศธาตุ
-6-
มันตายหรือเขาตายกันแน่
คำถามนั้นหาได้รับคำตอบ เช่นเดียวกับคำถามถึงสถานที่ที่จากมา ความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อ
นัยน์ตาสีโลหิตจับจ้องที่น้ำหนักของโลหะบนนิ้วมือ
ธรรมรงค์เลอค่าแห่งตระกูลมาเฟีย
บางอย่างผิดปกติ หรืออาจจะทุกอย่าง...
ในเวลาแบบนี้...
ตึง!!!!โครม!!!!!
ร่างหนึ่งกระเด็นออกมาจากผนัง แผ่นหลังบางถูกแรงกระแทกจนอัดติดกับเศษอิฐปูน ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบที่ร่างสูงคุ้นเคยลอยค้างอยู่กลางอากาศชั่วครู่ ก่อนจะทิ้งดิ่งลงกับพื้นตามแรงโน้มถ่วง
เจ้าของเรือนผมสีแปลกตาที่เขาไม่มีวันลืม
“ไอ้สวะ!!!!???”
น้ำเสียงตะโกนดังลั่นอย่างลืมตัว แซนซัสรีบเข้าไปหานักดาบใต้อานัติในทันที สีแดงฉานไหลจากบาดแผลบนศีรษะแปดเปื้อนใบหน้าซีดเซียวของฉลามคลั่งที่เคยหยิ่งทะนงนักหนา นัยน์ตาสีใสมีแต่ร่องรอยของความสับสน และในดวงตาคู่นั้น...ไม่มีภาพสะท้อนของแซนซัสอยู่เลยแม้แต่นิด
ฝ่ามือหนาที่พยายามจะแตะต้องร่างโปร่งกลับแหวกผ่านอากาศไปอย่างสิ้นเชิง
“โธ่เว้ย..” ร่างที่ทรุดไปกับพื้นพยายามยันกายขึ้นอย่างยากลำบาก มือเรียวปาดธารโลหิตที่ไหลเข้านัยน์ตาออกลวกๆ ดวงตาที่หม่นหมองไปชั่วครู่ฉายประกายแรงกล้าอีกครั้งไปยังคู่ต่อสู้ของตนที่เหลือเพียงเงาดำอยู่ในฝุ่นควัน
ใคร?
ใครที่ทำมันเลือดตกยางออกได้ขนาดนี้?
ร่างนั้นก้าวออกมาจากซากปรักหักพังที่เคยเป็นผนังและประตูของห้องหัวหน้าแห่งวาเรีย
เมื่อนัยน์ตาสีโลหิตได้ประจักษ์ผู้ที่ทำร้ายร่างกายลูกน้องของเขา ถ้อยคำที่จะเอ่ยปากกลับกลืนหายไปในลำคอ
-7-
ตูม!!!!!!!!!
สีของเปลวเพลิงสว่างจ้าลุกไหม้อาณาบริเวณโดยรอบอย่างไร้ความปราณี
แม้ฝนเลือดก็ไม่อาจหยุดความบ้าคลั่งของเพลิงพิโรธของอีกฝ่ายได้ หยาดน้ำระเหยเป็นไอในชั่วครู่จนโลหิตเดือดพล่าน ทว่าชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมแพ้
แต่ความทระนงเป็นได้แค่การดันทุรัง เมื่อในที่สุดจิตใจที่แน่วแน่ก็ไม่อาจฝืนสังขารร่างกายตนได้
ฉลามหนุ่มทรุดลงกับพื้นอีกครั้ง ฝ่ามือยังไขว่คว้าชายกางเกงของบุรุษที่หมายสังหารตนให้สิ้น
รอยยิ้มเหยียดอย่างสมเพชตนเองเป็นสัญญาณบอกลา
“...ขอโทษนะบอส...”
แล้วสรรพเสียงทั้งหมดก็เงียบหายไป
-8-
!!!!!!!!!
ใบหน้าของชายที่คร่าชีวิตลูกน้องที่จงรักเขาไปนั้นเป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกจากเงาสะท้อนที่ตนเห็นในกระจกทุกเมื่อเชื่อวัน
ไม่มีทาง!!!
“Colpo d’addio!!”
ท่าไม้ตายของกระสุนเพลิงพิโรธถูกใช้ในทันที เพื่อผลาญชีวิตของมนุษย์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นตัวเขาเอง!
“นี่ไม่ใช่สิ่งที่แกต้องการรึไง”
เปลวเพลิงหยุดอยู่กลางอากาศ ไม่ว่าจะเพราะเวลาหยุดอยู่ที่ชั่วเสี้ยววินาที หรือคำพูดของอีกฝ่ายมีอำนาจมากมายขนาดนั้น
ร่างนั้นหายไปพร้อมกับน้ำหนักของโลหะที่ประดับอยู่บนนิ้ว
แหวนอันเย็นเยียบที่ชโลมด้วยเลือดอุ่นๆ
เลือด....ของ....
“...ขอโทษนะบอส...”
ที่ตามนายไปไม่ได้แล้ว...
!!!!!!!!!!!
-9-
ภาพรอบตัวเหลือเพียงสีดำสนิทอีกครั้ง
ร่างสูงหอบหายใจ ทั้งร่างสั่นระริกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผิวกายที่เคยร้อนระอุกลับเย็นชื้นด้วยหยาดเหงื่อ นัยน์ตาเบิกกว้างได้แต่เรียกร้องให้ความฝันบ้าๆจบลงเสียที
มันไม่ใช่ความจริง...
แต่น้ำหนักของธรรมรงค์เลอค่าบนผิวหนังยังหนักอึ้งอยู่เช่นนั้น
“นี่น่ะหรือการเตรียมใจของเจ้า”
เสียงที่ไม่คุ้นเคยจากชายผู้นั้น บุรุษคนเดิมที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาพที่เขาเห็น..
ชายที่ปรามาสตนว่าน่าสมเพช
“แก..เล่นตลกอะไร...”
“สิ่งที่เจ้าต้องการ ไม่ใช่แหวนวงนั้นหรืออย่างไร?”
แหวนแห่งนภาที่ชุ่มชโลมไปด้วยพิรุณโลหิต
คำถามนั้นทำให้นัยน์ตาสีโลหิตตวัดกร้าว
“ฉันจะเอามันมาด้วยมือฉันเอง!!”
-10-
“สิ่งที่เจ้าเห็นคือสิ่งที่จะเกิด หากเจ้ายังไม่ตัดใจจากวองโกเล่ริง”
เพื่ออำนาจ จักสังหารพวกพ้อง
เพื่ออำนาจ จักทำลายสิ่งสำคัญ
เพื่อสิ่งนั้นแล้ว เจ้าจะเหลือเพียงแผ่นดินชโลมเลือดให้เหยียบย่ำ
แซนซัสไม่ตอบ จุดหนึ่งในเงามืด สีขาวสว่างฉายประกายความอบอุ่นให้หวนระลึกถึงความหลัง และหนทางนั้นคือทางออกไม่มีผิดเพี้ยน ร่างสูงมุ่งไปในทิศนั้นโดยไม่สนใจผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหลังแม้แต่นิด
“แล้วเจ้าจะเสียใจ”
เสียงที่เหยียดหยันอยู่เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นถ้อยคำที่แฝงความพึงพอใจอยู่ลึกๆ
“ฉันไม่มีวันเสียใจ”
**********
“เฮ้!!บอส!!!!” เสียงชวนปวดหัวทำให้ร่างสูงตาสว่าง ร่างโปร่งบางที่ไม่เคยลดเสียงเกรงใจก้มหน้ามองเขาอยู่ สัมผัสของผืนผ้ากับผิวเนื้อบ่งบอกว่าตนนอนอยู่บนเตียง ผนังลายห้องที่คุ้นเคยบอกว่านี่คือห้องของเขา...ที่ยังอยู่ครบทุกด้านวอลเปเปอร์ ไม่มีส่วนใดที่กลายเป็นเศษอิฐเศษปูนเช่นในฝัน..
ฝัน?
“วันนี้แกมีประชุมกับไอ้หนูรุ่นที่ 10 นะเฟ้ย!! นอนกินบ้านกินเมืองแบบนี้ได้ไง ! ลุก!!!”
มันสั่งไม่สนใจคนพึ่งตื่น หรือมันอาจลืมไปแล้วก็ได้ว่าเขาเป็นหัวหน้าแล้วมันเป็นแค่ลูกน้อง
“ไอ้สวะ” เสียงเข้มเรียกคนที่ยืนกอดอกขมวดคิ้วอยู่ข้างเตียง เจ้าของเรือนผมสีเงินยาวถึงกลางหลังคนเดียวกับที่....
บอส...
“อะไรล่ะ?”
มือกร้านจับปลายของเรือนผมแห่งพันธสัญญานั้น บนผิวหนังที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นนั้นไม่มีวี่แววของแหวนแห่งนภาที่ตนเคยอยากครอบครอง
ตอนนี้....มันมีสิ่งที่สำคัญกว่าของแค่นั้น...
“ถ้าฉันไม่สั่ง แกห้ามตายเด็ดขาด”
สควอลโล่เลิกคิ้ว ดูท่าทางร่างโปร่งจะแปลกใจในประโยคนั้น ก่อนจะยิ้มอย่างมั่นใจเช่นทุกที
“ฉันไม่ทิ้งแกไปไหนหรอกน่า”
ร่างสูงหลับตาลงราวกับจะซึมซับคำนั้น
บนนิ้วที่ว่างเปล่า เขายังสัมผัสได้ถึงน้ำหนักของแหวนที่มองไม่เห็น
เขาจะไม่เสียใจ
FIN::
Talk: จบบบบบ (เีรอะ?) อ๊ากกกก อ๊ากกกกกกกก อ๊ากกกกกกกกก
จริงๆเรื่องนี้เขียนนานนะ ทั้งหั่นทั้งตัดแบ่งห่อ (ฮา) ตอนนี้ก็ถูกใจพอควรล่ะ =w=//
บุรุษปริศนาที่โผล่มาไซโคบอส เอิ่ม.. ไม่บอกชื่อ ไม่บอกแซ่ ใครไม่รู้ (????)
ชื่อเรื่อง Zwei = 2, und = & , Zehn = 10 (;ภาษาเยอรฯ)
ใครกันล่ะ อุ๊บ..*
สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะฮะพี่เฟียร์ =w=~~~
เพิ่มเติม/สปอยล์(?)
จริงๆแล้วนี่เป็นเทสต์ของวองโกเล่ริง ได้พล็อตมาจากเงาฝนภาค2ของเจ้าพี่(ruk21us)เรื่องที่ทูน่าพูดกับยามะเรื่องแหวน แล้วบอกว่าเฮียก็เทสแหวนเหมือนกัน
SARAIL
ปล. พอได้คอมใหม่แล้วกระไรไม่รู้เล่นแต่คอมเก่า(ซากุระจัง) ... OTL

Thx จ๊ะ น้องเลิฟ!!!!!!!
อูอา ท่านรุ่นที่สองงงงงงงงงงงง ทำตัวเมพดีจริงๆ ดูเหมือนฮีแกจะอยู่ทุกสิ่งอย่าง = =b ยิ่งอ่านยิ่งเลิฟๆ จังเน้อ ~~~
ส่วนบอสยังคงรักษาความเป็นเกะซึนได้อย่างเหนี่ยวแน่น กร้ากกกกกกก พี่ละชอบความซึนของบอสที่แกเขียนจริงๆ ซึนได้อีก ฮ่าๆๆๆๆ น่าร้ากกกกก เน้ออออออออออ บอสของช้านนนนนน
ปล แล้วดินันซีล่ะเธอ หึหึหึ พี่อยากอ่านตอนจบๆๆๆๆ
#1 By เฟียร์ . Fiar on 2009-09-27 21:46